Home » Interview Scoop » เยี่ยมบ้านเรือนไทยประยุกต์ ของ อรรถวิชช์ – พิณ สุวรรณภักดี

เยี่ยมบ้านเรือนไทยประยุกต์ ของ อรรถวิชช์ – พิณ สุวรรณภักดี

  

 

ประเดิมฉบับปฐมฤกษ์ของคอลัมน์ Exclusive Interview ด้วยบทสัมภาษณ์และภาพอันอบอุ่นจากบ้านเรือนไทยประยุกต์หลังงามของคู่รักสองทศวรรษ อันเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เรือนไทยที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ฝ่ายชายคือ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนุ่มที่กระชากใจสาวน้อยสาวใหญ่จนได้เป็นขวัญใจประชาชนมาแล้วถึงสองสมัยซ้อน ครั้งก่อนเคยแวะมาเยี่ยมเยือนคอลัมน์ Classic Car กับรถคลาสสิคหรูคู่ใจ แต่คราวนี้ขอเจาะลึกไปที่บทบาทของงานการเมืองและชีวิตครอบครัวซึ่งกำลังไปได้สวยทั้งสองอย่าง ส่วนฝ่ายหญิงคือ พิณ (บูรพชัยศรี) สุวรรณภักดี ศรีภรรยาที่เรียนรู้ศึกษานิสัยใจคอกันยาวนานถึง 17 ปี กระทั่งตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในวันนี้ 3 ปีหลังงานแต่งงานระหว่าง “หนุ่มเอ๋” และ “สาวบี” มีโซ่ทองคล้องใจตัวน้อยๆ มานั่งฟังคุณพ่อและคุณแม่สนทนาปราศรัยอย่างใกล้ชิด คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่รีบย้ำว่าที่เห็นอยู่นี้เป็นลูกสาว ชื่อน้องพริม แม้ว่าจะตัดผมและแต่งตัวคล้ายเด็กผู้ชายก็ตาม สาวน้อยคนนี้ความกล้า อัธยาศัย ตลอดจนมีใจรักยานยนต์ เหมือนคุณพ่อราวกับโคลนนิ่งกันมาเลยทีเดียว

 

ไฮคลาส : หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี ครั้งก่อนตอนที่สัมภาษณ์คอลัมน์ Classic Car ยังเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง มาครั้งนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่สองแล้ว แล้วยังเป็นคุณพ่อลูกหนึ่งอีกต่างหาก ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

(หัวเราะ) ยังอยู่บ้านและทุกอย่างเหมือนเดิมแต่ก็มีเรือพ่วงมาด้วย ก็รู้สึกว่าชีวิตอาจจะยุ่งมากขึ้นกว่าเดิมกว่าการเป็นข้าราชการ เมื่อก่อนตอนเป็นข้าราชการตกเย็นก็เรียบร้อยแล้ว…ว่าง สามารถใช้ชีวิตส่วนตัวได้ เดี๋ยวนี้พอมาทำงานการเมืองเข้าสมัยที่สอง เริ่มรู้ได้เลยว่าชีวิตส่วนตัวมันเริ่มน้อยลงแต่ความเข้าใจในครอบครัวมันก็มีเหมือนเดิม เพราะคบกับภรรยามาถึงปีนี้ก็ 20 ปีแล้วนะ รู้จักกันตั้งแต่ ม.3 ความเข้าใจมันมีอยู่ในครอบครัวก็รู้สึกสบายขึ้น เพราะเราทำงาน 7 วันเต็มหมด ยกเว้นวันไหนฟลุ๊คๆ หน่อย วันที่ฟลุ๊คอาจจะเป็นวันจันทร์อย่างเช่นวันนี้ที่เราคุยกันก็เป็นวันจันทร์ที่ตรงกับตรุษจีนพอดี ก็ได้อยู่บ้านสบายๆ

ไฮคลาส : ย้อนกลับไปเมื่อปี 2538 ที่คุณทั้งคู่ได้รู้จักกันตอนนั้นรู้สึกว่าแชะ! ผู้หญิงคนนี้นี่แหละใช่เลย แบบนั้นไหม

รู้จักกันตอนไปเรียนซัมเมอร์ ผมรู้สึกว่าใช่ๆๆๆ จำได้ว่าที่(สนามบิน)ฮีทโทรว์ แล้วเวลาไปเรียนซัมเมอร์เขาให้ขึ้นรถบัสไปคันเดียวกัน แล้วก็ที่ฮีทโทรว์นี่แหละที่พอเห็นก็รู้สึกว่าน่ารักแฮะ (ยิ้มกริ่ม)

ฝ่ายหญิงขยายความ เราไปเรียนโรงเรียนเดียวกัน อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ก่อนไปก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน

ไฮคลาส : ตอนที่คุณบีเห็นคุณเอ๋รู้สึกอย่างไรบ้าง

จำไม่ได้เลยว่าเว้บแรกที่เห็นรู้สึกอย่างไรเพราะตอนนั้นเด็กมาก เพิ่งเรียนจบ ม.2 แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม เพราะว่าไปกันค่อนข้างเยอะมากหลายสิบคน ไม่ได้คิดอะไรจนมารู้ว่าเขาสนใจเราก็ผ่านไปนาน คุยโทรศัพท์กันเพราะเมื่อก่อนอยู่โรงเรียนชายล้วนกับหญิงล้วนก็จะไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอกันอยู่แล้ว บีเรียนมาร์แตฯ คุณเอ๋อยู่เซนต์คาเบรียล โรงเรียนก็อยู่ไกลกันไม่ได้มีโอกาสเจอกันเลย ก็คุยโทรศัพท์ เพิ่งมาทราบว่าเขาสนใจจะจีบกันก็คือสัก ม.4-ม.5 ผ่านไปสักพักแล้ว

ไฮคลาส : คุณเอ๋รู้สึกว่าใช่แต่แรกแต่ก็ไม่แน่ใจที่จะเริ่มจีบ

ตอนนั้นมันก็ไม่รู้หรอกครับเพราะว่าอายุยังน้อย ม.2 ขึ้น ม.3 แต่รู้สึกได้ว่า “คนนี้น่ารักจังเลย” และด้วยอย่างที่บอกว่าเขาเรียนมาร์แตฯ ผมเรียนเซนต์คาเบรียล มันไม่ได้เจอกันอยู่แล้ว อาจจะได้เจอปีละหนคืองานโรงเรียนมาร์แตฯ เขาจะเปิดโอกาสให้เราไปเที่ยวได้ เราก็แอบไปเที่ยวงานโรงเรียนมาร์แตฯ สักหน่อยปีละหนเสร็จแล้วก็คุยโทรศัพท์กัน เคยเห็นไหมว่านอนแล้วก็ยังมีหูโทรศัพท์บ้านคาอยู่ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ตอนเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษก็สถาปนาความสัมพันธ์แบบเพื่อน

ใช่ เป็นเพื่อนกันนะครับ เรายังเด็ก แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรก คุยกันมาตลอด ดังที่ผมบอกนึกถึงภาพว่าหลับคาโทรศัพท์ (หัวเราะ)

กลับมาจากเมืองนอกได้เล่าให้ครอบครับทราบบ้างไหมว่าไปเจอใครพิเศษมาบ้าง เพราะปรกติเด็กได้ไปไหนไกลพ่อแม่กลับมาก็มักจะเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง คุณพ่อผมยังจำได้

คุณบีเสริม คุณพ่อของคุณเอ๋ยังจำได้ว่า เขาก็ทักว่าเป็นเด็กที่ตาโตนะ เอ๊ะถ่ายรูปคู่กับใครมาเด็กผู้หญิงคนนี้ตาโตจังเลย คุณพ่อยังเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนได้เห็นรูปถ่ายนะ

ไฮคลาส : ในที่สุดก็ตกลงคบกันเป็นแฟนตอนเรียนอยู่ชั้นไหน

ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน คบเป็นแฟนกันตอนปี 1 เพราะว่าตอน ม.ปลาย ก็ค่อนข้างยุ่งกับการเตรียมตัวเอ็นทรานซ์ก็เครียดๆ ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก และเป็นโอกาสที่เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์เหมือนกัน คุณเอ๋เรียนนิติศาสตร์ ส่วนบีเรียนคณะบัญชีค่ะ

ไฮคลาส : ตึกคณะอยู่ใกล้กัน คั่นด้วยสนามฟุตบอลเท่านั้น

อยู่ตรงข้ามกันเลยค่ะ นั่นเป็นโอกาสที่ทำให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น และเป็นแฟนกันตอนปี 1 เทอม 2

ไฮคลาส : สิ่งใดที่ทำให้รู้สึกว่าเขาเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นเพื่อน เมื่อมาขอเป็นแฟน แล้วพอเป็นแฟนก็รู้สึกว่าใช่

คุณเอ๋รีบตอบ อู้ย…ผมชัดเจนตั้งแต่วันแรกแล้ว เพียงแต่ของเขาคิดนานหน่อย (หัวเราะ) ของเรานั้นชัดเจน ตอนเด็กๆ ที่ไปซัมเมอร์เราก็ยังเกเรสุดๆ เหมือนกัน

คุณบีเสริม ยังเฮี้ยวอยู่เยอะ…

กลับมาที่ส.ส.หนุ่มย้อนความหลังครั้งวัยกระเตาะ ผมเกเรมากเลยนะ แต่ว่าคุณบีเขาตั้งใจเรียนหนังสือ

คุณภรรยารีบเสริม เราเป็นเด็กดีมาก ส่วนเขาก็จะดูแบบมีอะไรสักนิดหนึ่ง ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจ

คุณเอ๋รีบอธิบายต่อ ผมก็เกเรนะครับ พอกลับมาจากซัมเมอร์ก็เลยต้องตั้งใจเรียนหนังสือ คิดเลยว่า เราอยู่โรงเรียนชายล้วนก็เกเรอยู่แล้ว ทีนี้พอเจอคุณบีเขาตั้งใจเรียนเราก็เริ่มมาสนใจเรียนบ้าง ตอนม.ปลายก็เรียนหนังสือเก่งขึ้น ตอนช่วงเอ็นท์ฯ ก็ยังไปช่วยติวให้คุณบีอยู่เลย

ไฮคลาส : ผู้หญิงคนนี้ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เปลี่ยนเลยครับ จากที่เกเร เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง พอรู้สึกว่าเขาเรียนค่อนข้างจะดี เราก็ต้องเรียนให้ดีกว่าเขา นั่นก็เป็นจุดเปลี่ยน

ไฮคลาส : แล้วผู้ชายคนนี้ทำให้เราเปลี่ยนไปอย่างไร

เขาก็ค่อนข้างเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ เป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็กๆ เขาก็สอนให้เราวางแผนชีวิต เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราก็ไม่เคยคิดว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร จะทำอะไร เพราะตอนแรกบีเป็นคนที่ชอบสัตว์ก็เลยคิดว่าหรือเราจะเรียนสัตวแพทย์ดี เขาก็บอกว่าที่บ้านคุณทำธุรกิจนะ น่าจะสานต่อ ต่อยอดไป คือเขาสอนให้เรารู้จักคิดแบบนี้ เขาทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นผิดกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ตัวเองหากถามว่าสเป๊กมีไหม หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ไม่มี แต่ว่าชอบคนที่มีความเป็นผู้นำสูง ก็จุดนี้ทำให้รู้สึกว่าคลิ๊ก

ไฮคลาส : แอบคิดไหมว่าถ้าหากไปเรียนสัตวแพทย์ก็ต้องไปเรียนคนละที่กัน เขาจึงชัดจูงให้ได้มาเรียนที่เดียวกัน

ตอนนั้นยังไม่ได้คิด ไม่ได้คิดเลยว่าอย่างไร ก็คุยในแง่ของคนที่เป็นเพื่อน แต่คิดว่าคงเป็นชะตาจริงๆ ที่ทำให้เราได้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เพราะตอนนั้นระบบเอ็นทรานซ์เราก็เลือกจุฬาฯ เลือกธรรมศาสตร์ กันไปโดยที่ยังไม่ได้กะเกณฑ์ว่าเราจะไปเอ็นท์ฯ ติดอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกับเพื่อนคนนี้ คือเขาติดอันดับ 1 เลย นิติศาสตร์ เขามาทางนี้เลย ส่วนบีนั้นเลือกจุฬาฯ อันดับ 1 แต่บีมาติดอันดับ 2 (ธรรมศาสตร์) ก็คือเหมือนเป็นชะตาชีวิตที่ทำให้มาเจอกันต่อ

ไฮคลาส : ชีวิต 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย แน่ล่ะเด็กนิติศาสตร์ก็ต้องมีแนวทางของตัวเอง เด็กพาณิชย์ฯ ก็เป็นแนวทางของตัวเอง แล้วแนวทางของเราได้มาเจอะเจอกันอย่างไรบ้างนอกจากวิถีชีวิตที่ตนเองต้องต่างคนต่างเรียนให้ได้ตามเป้า

คุณสามีชิงตอบ เราแอบไปดูหนังกันไง (หัวเราะ)

ภรรยาสาวรีบเสริม ก็มีบ้างๆ แต่เขาค่อนข้างเป็นคนที่ตั้งใจเรียนมากเหมือนกัน ชีวิตเราทั้งคู่เราค่อนข้างเป็นคนที่ใส่ใจการเรียนมากเหมือนกันเนอะ (หันหน้าไปดูสามี)

พลันคุณสามีรีบตอบว่า ใช่ พอเจอคุณแหละ (หัวเราะ)

คุณภรรยาวกกลับมาตอบอีกว่า มันก็มีชีวิตที่สนุกสนานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ตอนมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีอะไรที่สนุกสนานจนเกิน ก็เป็นไปตามปรกติชีวิตวัยรุ่นทั่วไป ไปกินข้าว ดูหนังบ้าง แสบสุดก็แอบไปดูหนัง

ไฮคลาส : สมัยนั้นใกล้ไปดูหนังใกล้มหาวิทยาลัยที่สุดที่ไหน

ตอนเรียนก็เริ่มมีแล้ว คุณบีอธิบายต่อ มีเซ็นทรัลปิ่นเกล้าแล้ว แต่ตอนปี 1 เราอยู่ที่รังสิต เราก็ไปฟิวเจอร์ปาร์คฯ จนกระทั่งปี 2 เราก็ย้ายมาเรียนที่ท่าพระจันทร์ เราเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรหัสปี 38 ตอนเรียนก็เพิ่งมีฟิวเจอร์ปาร์คฯ ใหม่ๆ เลยเนอะ (ภรรยารับคำว่า “ใช่”) เราก็แอบไปดูหนังที่นั่นกัน เก็บตั๋วหนังด้วยกันเป็นร้อยใบนะครับ

ไฮคลาส : เมื่อตอนจัดงานแต่ง ก็นำตั๋วหนังที่ไปดูด้วยกันมาโชว์ในงาน ขอถามว่าหนังที่ดูด้วยกันครั้งแรกคือเรื่องอะไร

ใช่ ก็แอบไปดูหนังกันอยู่เรื่อย เรื่องแรกที่ดูกันก็คือ Forrest Gump

คุณภรรยาขยายความ ตอนนั้นยังพาคุณแม่ไปด้วย ช่วงแรกๆ เหมือนเป็นคนขี้กลัว ก็จะหนีบคุณแม่ไปด้วย ไปกัน 3 คน หนังหลายเรื่องก็จะเป็นหนังที่มีตั๋วหนัง 3 ใบเพราะว่ามีคุณแม่ด้วย (หัวเราะ)

ไฮคลาส : นานแค่ไหนจนกระทั่งคุณแม่ไม่ต้องไปด้วย

ตอนเรียนรังสิตมันไกลเกิน เราก็…แม่ไม่รู้ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ได้ย้ายมาเรียนที่ฝั่งท่าพระจันทร์ ชีวิตก็เริ่มใกล้ชิดกันง่ายขึ้น ชีวิตของคุณเอ๋และคุณบีเป็นแนวไหน

ฝ่ายชายฉายภาพ ผมก็ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยด้วย แล้วยิ่งตอนใกล้จบผมก็เป็นประธานรุ่นของนิติศาสตร์ก็ทำกิจกรรมเรื่อย แต่เราก็ทำกิจกรรมไปด้วยแล้วก็เจอกันอยู่แล้วเพราะมันอยู่ใกล้กันนะครับ เดินไปก็ถึง

ฝ่ายหญิงให้ข้อมูลของตนตรงกันข้าม บีเรียนอย่างเดียวเลยค่ะ ไม่กิจกรรมเลย ค่อนข้างเป็นเด็กที่เครียดและซีเรียสกับการเรียนมาก ตลอดชีวิตเลย ตั้งแต่เป็นเด็กประถมห้ามได้เกรด 3 จะต้องได้ 4 ตลอด พอได้เกรด 3 มา 1 ตัวก็จะรู้สึกเครียด พอมาเลือกเส้นทางที่เรียนบัญชีก็ค่อนข้างยากนะ เรายิ่งตั้งใจขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็เลยมุ่งมั่นแต่การเรียนเพื่อจะให้ได้เกิน 3 ให้ได้เกรดดีๆ

ไฮคลาส : เคยรู้สึกไหมว่าพอ(เชื่อคุณเอ๋)มาเรียนบัญชีแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา

พอดีที่บีไม่ได้เลือกเรียนบัญชีโดยตรง แต่เรียนบัญชี-บริหาร คือ การเงินการธนาคาร ก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่หลากหลาย เรามองไม่เห็นภาพตัวเองว่าจะเป็นนักบัญชีทำบัญชี เราอยากเป็นนักบริหารมากกว่า สุดท้ายแล้วอย่างไรเราก็ไม่ได้จะไปทำงานที่อื่น เราก็ต้องมาช่วยกิจการของที่บ้านตัวเอง

ไฮคลาส : เมื่อเรียนจบแล้วชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง เริ่มอิสระขึ้นไหม เพราะต้องไปเรียนต่อด้วยกันทั้งคู่

คุณบีเขาไปเรียนต่ออเมริกา คนเลือกคือเขาเลย (คุณบีหัวเราะ) เขาเลือกที่จะไปเรียนต่ออเมริกาทีนี้เราก็ต้องหาวิธีตามไปให้เร็วที่สุด (หัวเราะทั้งคู่) สุดท้ายก็ไปเรียนอยู่เมืองเดียวกันแป๊บนึงแล้วก็แยกย้าย เขาก็ไปเรียนต่อที่อริโซนา ผมก็อยู่ที่บอสตัน ห่างกันไกลมาก

ไฮคลาส : สาเหตุที่คุณบีเลือกไปอยู่ไกลเพราะอยากจะพิสูจน์คุณเอ๋ด้วยหรือเปล่า

เหมือนกับเราสมัครไปหลายๆ โรงเรียน และก็เห็นว่าโรงเรียนนี้ที่ตอบรับเรามาเป็นโรงเรียนที่บริหารธุรกิจระหว่างประเทศ สิ่งที่เลือกเรียนเขาได้เป็นอันดับหนึ่งเลยของประเทศอเมริกา เราก็รู้สึกว่ามันก็เป็นโอกาสที่ดีนะ เราไม่ควรจะละทิ้งไป เราก็ยอมอยู่ห่างกันหน่อยก็ไม่เป็นไร คุณเอ๋เสริมทันทีว่า “ก็ลำบากผมนะ (หัวเราะแหะๆ)

 

ไฮคลาส : คุณเอ๋มีวีรกรรมที่แสดงให้เห็นความพากเพียรอย่างไรบ้าง ถึงกับขับรถจากบอสตันไปหาไปเซอร์ไพรซ์ถึงอริโซนาเลยไหม

คุณบีออกตัวแทนว่า ขับรถไม่ไหวแน่นอนค่ะ นั่งเครื่องบินก็ 6 ชั่วโมง

จากนั้นคุณเอ๋เสริม ตอนนั้นผมไปเรียนกฎหมายการเงินซึ่งนักกฎหมายทุกคนรู้หมดว่าโง่เลขโดยธรรมชาติ ผมก็ต้องนั่งเรียนไฟแนนซ์ใหม่หมด วิธีการก็คืออยู่จนห้องสมุดปิด ถ้าใครเรียนที่นั่นด้วยกัน ที่บอสตัน BU Law School จำได้ว่าเราจะอยู่กันจนห้องสมุดปิด 5 ทุ่มทุกวัน แล้วก็อ่านตุนไว้ พอครบเดือนทีหนึ่งจะมีสัปดาห์หนึ่งที่เราไม่ต้องอ่านหนังสือประมาณ เสาร์-อาทิตย์-จันทร์ 3 วันที่เราไม่อ่านหนังสือเพราะเราตุนไว้แล้ว 5 ทุ่มทุกวัน เราก็จะบินข้ามไปที ไปเที่ยวกับบี ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เขาทางฝั่งนู้น

ไฮคลาส : แสดงว่าคุณบีก็รอเขาเลย เมื่อเขามาก็จะอ่านหนังสือรอเอาไว้เหมือนกัน

ใช่ค่ะ (ยิ้มกริ่ม)

จากนั้นคุณเอ๋เสริม แต่เขาเครียดนะครับ ออกแนวเครียดกับการเรียน

คุณบีจึงต่อด้วยเหตุผล ค่อนข้างเครียด รู้สึกว่าการไปเรียนที่ต่างประเทศนั้นด้วยความที่เราเรียนประเทศไทยมาโดยตลอดทั้งในเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิต ช่วงไปตอนแรกๆ ก็ร้องไห้บ่อยเหมือนกัน ก็นี่แหละค่ะ (หันไปมองหน้าคุณเอ๋) ก็คุยโทรศัพท์กัน…ให้กำลังใจ เพราะบีไปก่อนนิดนึงสักเดือนหรือสองเดือน

ไฮคลาส : ทางคุณเอ๋ก็พยายามจะตามไปให้ได้ ไหนจะต้องมีคนเขียนคำรับรองให้ซึ่งก็ได้คุณมาร์ค (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

หัวหน้าเป็นคน Recommend ให้ไปเรียน ท่านก็ให้ความเห็นดีนะครับ หัวหน้าเองเป็นคนที่เรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมายด้วย และเราก็เหมือนจะตามหัวหน้าไปว่าแนวนี้น่าจะดี ตอนจบกลับมาคนจบกฎหมายการเงินก็มีคนจบน้อยในตอนนั้นก็ดีทำให้มันได้ทั้งสองแขนง แต่หนักหน่อย จะต้องทำความเข้าใจทั้งสองด้าน ทุกวันนี้อยู่พรรคประชาธิปัตย์เลยทำทั้งด้านการเงินและกฎหมาย (หัวเราะ) อาจจะเป็นการวางแผนของคุณอภิสิทธิ์ไว้ก่อน (หัวเราะร่วน) เลยโดยใช้งานหมดทั้งสองแนว ถ้าแนวไหนเป็นทั้งแนวกฎหมายหรือแนวการเงินเราก็จะเป็นคนหนึ่งที่โดนพรรคใช้งานบ่อย

ไฮคลาส : เรียนที่อเมริกา 2 ปี กลับมาก็ต้องมีความรับผิดชอบในชีวิตมากขึ้น

ทั้งคู่หันมาปรึกษาทบทวนเวลาทั้งหมดด้วยกัน ประมาณ 2 ปี ค่ะ

คุณเอ๋ตอบว่า กลับมาก็มีความรับปิดชอบมากขึ้นไปทำงานกระทรวงการคลัง เคยอยู่บสท.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย แล้วมาอยู่กระทรวงการคลัง แล้วตอนหลังมาเล่นการเมืองก็หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับวันนี้แล้วมันก็อยู่แบบมีความสุขดี ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ไปเรียนกฎหมายการเงินมาก็เพื่อที่จะทำนโยบายการเงิน และรู้สึกได้ตรงตามที่ตั้งใจไปเรียนหนังสือ

ไฮคลาส : ด้านคุณบีกลับมาแล้วได้ช่วยงานของครอบครัวเลยไหม

ตอนเรียนจบกลับมาเราก็ขอคุณพ่อว่าอยากหาประสบการณ์ข้างนอกก่อน บีก็เลยไปทำงานที่ HSBC ธนาคารฮ่องกงฯ ก็อยู่ได้ประมาณ 2 ปีกว่าคุณพ่อก็เรียกกลับมาบอกว่าถึงเวลาแล้ว ต้องมาช่วยงานกับแล้ว จึงได้มาช่วยงานคุณพ่อ

ไฮคลาส : นำประสบการณ์จาก HSBC มาประยุกต์ใช้กับงานที่คุณพ่อวางรากฐานไว้ได้บ้างไหม

บีทำงานด้านสินเชื่อแต่เป็นสินเชื่อหนี้เสีย มีการปรับโครงสร้างหนี้ คือช่วยเรื่องการเจรจาบ้าง และรู้ว่าระบบการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นอย่างไร มาทำให้เวลาเรามาทำธุรกิจตัวเองเมื่อต้องมีขอสินเชื่อบ้างก็ช่วยให้มีวิธีการมีกลยุทธ์ที่เราเรียนรู้มา

ไฮคลาส : ได้ปรึกษากันบ้างไหม สายงานอาจจะใกล้กันแต่ว่าคนละแนว

คุณเอ๋ออกตัวล้อฟรีทันที ไม่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องงานได้เลย (ขณะที่ภรรยาหัวเราะร่า) สมัยเราอยู่กระทรวงการคลังก็ทำแบบหนึ่ง หรือแม้ตอนเป็นส.ส.แล้วเราก็ยังเกี่ยวข้องกับการทำเรื่องหนี้อยู่ตลอดเวลา หนี้ภาคครัวเรือน หนี้ขนาดใหญ่ ตอนอยู่บสท.ก็ทำเรื่องหนี้ขนาดใหญ่ แล้วมาตอนอยู่กระทรวงฯ ก็ทำเรื่องหนี้รากหญ้า ทำเรื่องนี้มาตลอด เขาก็ทำเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ว่าพอคุยกันทีไรคนละระบบทุกที…ไม่เคยคุยเรื่องงาน เพราะว่าคุยเรื่องงานมันทำกันคนละอย่าง ทำกันคนละวิธี ถึงแม้งานเหมือนกันแต่ไม่เคยคุยเรื่องงาน ส่วนมากเราจะคุยกันเรื่องทั่วไป

ไฮคลาส : ถึงวันหนึ่งที่คุณเอ๋ตัดสินใจว่าจะลาออกจากราชการ เพื่อมาสู่สนามการเมืองเต็มที่ ปรึกษาคุณบีอย่างไร

ไม่ต้องรอให้ภรรยาตอบก่อน คุณสามีตอบฉะฉานมาก เขาไม่เคยอยากให้ผมเป็นนักการเมือง (หัวเราะทั้งคู่) ภาพนักการเมืองที่เขาคิดอาจจะเป็นงานที่ …(ทำท่าคิด)… Dirty Job Sometime

จากนั้นภรรยาให้เหตุผลว่า สิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุดที่คนในครอบครัวจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็คือ คนอื่นๆ รอบข้าง คนใกล้ชิดก็จะต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวค่อนข้างเยอะมาก คนจะครหาเยอะ

สามีจึงเสริม และถูกมองว่าเป็นอาชีพที่คนมักบอกว่า เป็นอาชีพของคนขี้โกง มองแล้วอาจจะเป็นคนไม่ดี เครดิตมันต่ำนะอาชีพนี้ ก็ไม่ค่อยอยากให้ผมเล่นการเมืองตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ไฮคลาส : แล้วทำอย่างไรให้คุณบีอนุมัติได้ในที่สุด

ตอนที่เราตัดสินใจเข้าการเมือง เราคิดว่าเราต้องเป็นนักการเมืองที่ไม่เหมือนนักการเมืองที่เขาคิดในหัวสมองของเขาว่า (พูดพลางกลั้วหัวเราะ) นักการเมืองต้องเป็นคนไม่ดี (จากนั้นจึงเข้าสู่โหมดมั่นใจน้ำเสียงหนักแน่น) ผมไม่เชื่ออย่างนั้น เราเดินมาทุกวันนี้เราเป็นผู้แทนมา 2 สมัย 4 ปีเศษ ยังไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่เคยทำอะไรที่เป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผมว่ามันมาได้นะ พอมาอีกสักพักหนึ่งก็จะรู้ว่า เฮ้ยมาได้นี่ ไม่จำเป็นต้องไปเป็นคนที่จะต้องกินสินบน หรือไปกินเปอร์เซ็นต์บอกได้เลยว่ามาได้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เปิดโอกาสเยอะมาก เปิดโอกาสให้ทุกคนทำงานที่ตัวเองอยากทำ ผมก็เลยคิดว่ามาถูกแล้วล่ะ เดินมาถูกแล้ว พอเดินมาสักพักหนึ่งเขาก็เริ่มรู้เพราะต้องถือว่าเขาเป็นหลังบ้านเรา เขาเริมรู้ว่าการเมืองที่คนบอกว่าเป็น Dirty Job มันคงไม่ใช่ เมื่อเรามีวิถีทางของเราเราก็เดินในวิถีนั้น

ภรรยาขยายความว่า เขาให้คำสัญญาว่าตั้งแต่ตอนมาเป็นนักการเมืองว่าเขาจะเป็นนักการเมืองที่ดี ซึ่งเราก็เห็นมาโดยตลอดว่าตั้งแต่เขาเป็นข้าราชการเขาก็มีความมุ่งมั่นว่าอยากจะช่วยเหลือคนทั่วไป เราก็มั่นใจในตัวเขา คือรู้จักกันมานานจนคิดว่าเขาไม่น่าจะโดนอิทธิพลไม่ดีจนทำให้เขาเปลี่ยนจุดยืน เราก็ยังเชื่อในตัวเขาว่าเขาจะทำได้ เขาจะรักษาความดีของเขาไว้ได้

ไฮคลาส : เรียกได้ว่าการที่จะมาเป็นส.ส.คนหนึ่ง 1.ต้องชนะใจผู้บริหารพรรคที่จะยอมให้มาอยู่ในแวดวงการเมืองเริ่มจากเบื้อหงลังก่อน 2.ต้องชนะใจแฟนต้องอนุมัติว่าหากจะเดินในเส้นทางนี้ก็ต้องยินยอมและยินดีด้วย 3.ต้องชนะใจประชาชน 3 ด่านเลย ด้านไหนยากที่สุด

ใช่ครับ ยากทุกด่านเลยครับ โชคดีที่เราตามจีบภรรยาเรามานานเราก็จะเข้าใจว่า (พูดพลางกลั้วหัวเราะ) เวลาเราต้องการให้คนรักให้คนชอบเราต้องเป็นคนแบบไหน เหมือนชาวบ้านก็เหมืนกัน ประชาชนทั่วไปเราอยากให้คนในพื้นที่เรารักชอบสำคัญต้องจิรงใจก่อน ไม่มีอย่างอื่นเลยต้องใช้ใจก่อน เช่นเราจะเห็นได้ชัดตอนวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา ต้องให้ใจจริงๆ ตัดสินใจไปเลยว่าเดินหน้าช่วยเขา ช่วยทำกับข้าวให้เขาวันหนึ่งเป็นหมื่นกล่อง เราเอารถบรรทุก 4-5 คัน รถกระบะอีกเป็นสิบ ระดมเข้าไปช่วยชาวบ้าน…ก็เงินส่วนตัวนะ ต้องบอกภรรยาก่อนเหมือนกันว่าเราลำบากหน่อยเราเป็นฝ่ายค้าน เราขออนุญาตเขาใช้เงินส่วนตัวนะ เราก็ใช้เงินส่วนตัวลงไปช่วยชาวบ้าน ไม่ได้คิดว่าต้องได้คะแนนเสียง เป็นครั้งเดียวที่ตอนเป็นนักการเมืองที่เป็นอีเว้นต์เดียวที่คิดว่าไม่เอาคะแนนเสียงนี่พูดกันตรงๆ ปรกติการทำอีเว้นต์ทางการเมืองก็หวังคะแนนเสียงกันทั้งนั้นแม้กระทั่งนโยบายที่เขียนกันขึ้นมา ตอนนั้นคิดว่าถ้าไม่ทำนี่เสียความเป็นคนที่เป็นผู้แทนฯ ของเราเลย ต้องทำนะ บอกภรรยาหมดไปหลายตังค์นะ (หัวเราะ) นี่ก็คือความรู้สึกว่าสิ่งที่เราได้กลับมาคือบ้านเราน้ำไม่ท่วม ทุกคนท่วมหมดในละแวกนี้ บ้านเราเป็นบ้านหลังเดียวที่คนเอารถมาจอดที่บ้านเราเป็นร้อยนะครับแล้วก็น้ำไม่ท่วม แค่นี้เราก็พอใจแล้วครับ เหมือนเราได้มีโอกาสทำบุญแล้วได้ผลดีตอบแทนคืออย่างน้อยบ้านเราก็น้ำไม่ท่วม ผมว่าการเป็นนักการเมืองที่ดีความรับผิดชอบต่อสาธารณะต้องมีสูงและภรรยาต้องเข้าใจด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นก็…งบฯ อาจจะไม่ได้อนุมัติ (หัวเราะทั้งคู่)

ไฮคลาส : วัดได้จากเสียงตอบรับเนื่องจากมีคนรู้จักอยู่ในซอยเสือใหญ่อุทิศ (รัชดาภิเษก 36) เมื่อทราบว่าผมจะมาสัมภาษณ์คุณในวันนี้ มีแต่เสียงชื่นชมประทับใจว่าช่วงน้ำท่วมเห็นดึกดื่นค่อนคืนยังออกไปสังเกตการณ์และช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เรานอนกันน้อยมาก 3 ชั่วโมงก็มี วันที่น้ำจ่อตรง 5 แยกลาดพร้าวคืนนั้นไม่ได้นอน ไม่ได้นอนข้ามมาจนอีกวันหนึ่ง เฝ้ากันเลย เรามีหน้าที่จะต้องแจ้งบอกประชาชนว่าน้ำมาถึงไหนแล้ว ต้องระวังตัวอย่างไรบ้าง ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าของจริง วันนี้ผมยังเสียงแหบอยู่เลยคือไปช่วยเขาแล้วตกน้ำซึ่งน้ำก็สกปรก ยังไม่ได้ไปหาหมอเลย เสียงยังเฝื่อนๆ แหบๆ อยู่เลย แต่ก็ต้องทำเพราะว่ามันคือจิตสำนึก

และกล้าบอกเลยผมกล้าพูดแบบลูกผู้ชาย…เป็นอีเว้นต์เดียวที่ไม่เคยคิดเรื่องคะแนนเสียง แต่ทุกอีเว้นต์คิดหมด (หัวเราะ) เพราะต้องรักษาความนิยมแต่ยกเว้นเรื่องน้ำท่วม แล้วไปกันถึงขนาดที่ว่าในชุมชนเสื้อแดง…ไม่ต้องห่วงเลยอรรถวิชช์เข้าชุมชนนี้เขาเกลียดอรรถวิชช์ทั้งชุมชนแต่ตอนน้ำท่วมได้เห็นกันเลยว่าเราไปส่งเข้าเขาเกือบทุกวันเท่าที่เราทำได้ เราไปช่วยเขาแม้กระทั่งแรงงานต่างด้าวแม้ไม่ใช่คนที่เลือกเราได้เราไปช่วยเขาหมดเพราะถือว่าเขาเป็นมนุษย์เราลงไปช่วยเขา ก็ได้เห็นน้ำใจกัน หลายคนเป็นแดงฮาร์ดคอร์ ถ้าไปกันสมัยก่อนก็ต้อง…อื้อหือ…ต้องออกมาว่ากันแล้วล่ะ เดี๋ยวนี้ไปเขาก็อมยิ้มให้เราเราก็มีความสุขแล้ว สมานฉันท์โดยไม่ต้องพูดกันเยอะ ทำให้เขาดูดีกว่า ก็เหมือนกับเราไปตามจีบคุณบี ก็ไม่มีอะไรจะดีเท่ากับทำให้ดู

ไฮคลาส : ในฐานะภรรยาสามีทำงานหนักทั้งงานในสภา งานในพรรค ไหนจะต้องอยู่ในพื้นที่ เราสนับสนุนอย่างไรบ้าง

ให้กำลังใจค่ะ เพราะว่าจะให้เราไปช่วยงานในพื้นที่เขาหรือบางทีเดินตามเขาไปด้วยก็ไม่ใช่แนวที่เราถนัด เพราะว่าบีเป็นคนที่ค่อนข้างพูดคุยไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แล้วคิดว่าการทีเราให้กำลังใจเขาและเข้าใจเขา ถามว่ามีเวลาอยู่ด้วยกันพ่อแม่ลูกเยอะมั้ย ก็ตอบได้เลยว่าไม่เยอะเลย น้อยมากๆ เราก็ให้ความเข้าใจ ไม่มีการทะเลาะกัน ไม่มีอะไรที่ทำให้เขาไม่สบายใจ ก็ให้กำลังใจกันเพ่อให้เขามีแรงไปทำงานต่อ

จากนั้นคุณสามีก็เสนอข้อสังเกตหนึ่งขึ้นมา มีเรื่องอยู่หนึ่งเรื่อง คือว่าลูกนี้ พอสักขวบหนึ่งเขาก็เริ่มพูด ตอนนี้ 1 ขวบ 8 เดือน เขาเรียกผมว่าพี่พ่อ (หัวเราะ) เขาเรียกคนอื่นว่าพี่ๆๆๆ แต่ความเป็นแม่เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นแม่เพราะว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน แต่พ่อน่ะเขาจะเรียกว่าพี่พ่อ…(พลางหันไปคุยกับน้องพริมลูกสาววัยกำลังซน)… ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความรู้ว่าตายแล้วลูกเราเรียกว่า พี่พ่อ (ยิ้ม) ก็ต้องอยู่กับเขามาขึ้น แต่ว่าผมก็ไปแอบถาม คุยกันในพรรคเราก็หยอกเล่นคุยกัน วันก่อนก็เล่าให้หัวหน้าอภิสิทธิ์ว่าลูกเรียกพี่พ่อซะแล้ว ท่านก็บอกว่า “อ้าวเหมือนผมเลย ลูกก็เรียกผมว่าพี่พ่อเหมือนกันเพราะเขาอาจจะแยกไม่ออก แต่ว่าคงจะคนละเหตุผลกับคุณ” แต่ว่าคงจะคนละเหตุกับคุณ (หัวเราะร่า) คือจะบอกว่าแกมีเวลาให้ลูกมากกว่า (หัวเราะ) เพราะหัวหน้านี่เป็นคนที่รับส่งลูกไปเรียนหนังสือเองเมื่อก่อนสมัยๆ น้องๆ เพิ่งเข้าเรียนท่านจะขับรถไปส่งลูกเอง ท่านก็ถึงแซวผม ผมก็บอกแหมเพราะท่านใช้ผมซะหลายเรื่องเหลือเกิน (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ทั้งคู่จัดงานแต่งงานหลังผ่านการเลือกตั้งและเจ้าบ่าวก็ได้เป็นส.ส.แล้ว เป็นการการันตีอย่างหนึ่งด้วยหรือเปล่าว่าพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับหนึ่งไหม

ไม่เกี่ยวกับการที่เขาได้รับตำแหน่งเป็นส.ส.แล้วเราก็เลยแต่งงาน เพียงแต่เราก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอดเพราะคบกันมานานมาก ตั้งแต่เรียนจบกลับมาใหม่ๆ ก็เริ่มมีการพูดคุยกันแล้วระหว่างคุณพ่อคุณแม่ เขาก็คุยกับทางคุณพ่อคุณแม่เขาว่าเรามั่นใจแล้วล่ะว่าเป็นคนนี้เพียงแต่ว่าด้วยความที่เรารู้ว่าเขาจะต้องทุ่มเทเวลามากกับเรื่องที่เขาจะต้องมาลงสมัครรับเลือกตั้งเราก็คิดว่าไม่เป็นไรเราไม่รีบ รอให้เขาสบายๆ ใจก่อน แล้วเราก็ค่อยมาคิดเรื่องแต่งงานอีกทีหนึ่ง เพราะถ้าจัดงานไปด้วยแล้วเดี๋ยวต้องมาหาเสียงมันหลายเรื่องก็วุ่นวาย เราก็คิดว่าไม่เป็นไร ถึงอายุจะพอสมควรเพราะตอนแต่งงานกันก็ 31 แล้ว ทุกคนจะบอกว่าทำไมแต่งงานกันค่อนข้างช้าจังเพราะว่ารู้จักกันมาค่อนข้างนานแล้ว ก็บอกว่าไม่เป็นเราไม่รีบ เราไม่เปลี่ยนใจไปเลือกคนอื่นอยู่แล้ว เรก็รอได้

ไฮคลาส : สามีเป็นคนโรแมนติกแค่ไหน ตอนขอแต่งงานขอที่ไหนและขออย่างไร

ขอที่บ้านที่เขาอยู่ปัจจุบันนี้แหละค่ะ เขาก็บอกว่าวันนี้เขาอยากทานไข่เจียว คือธรรมดาบีทำอาหารให้เขาทานบ้างอยู่แล้วเวลามาเยี่ยมบ้านเขา เขาบอกว่าอยากทานไข่เจียวแล้วเขาก็เตรียมไข่ไว้ให้ พอตอกออกมาปุ๊บก็เป็นแหวน เขาก็บอกว่าแต่งงานกันนะ ก็เซอร์ไพรซ์แต่ก็ไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ (หัวเราะ) เสียงมันจะไม่เหมือนปรกติเพราะว่ามีแหวนอยู่ข้างในผิดปรกตินิดนึง

สามีอธิบายเหตุการณ์นั้น อุตส่าห์เอาไข่เจาะรูแล้วดูดไข่ออกมาก่อน แล้วค่อยเอาแหวนใส่ลงไป พยายามทำให้เนียน

ภรรยาพูดพลางหัวเราะ พยายามทำให้เนียนที่สุด

คุณสามีต่อหลังถูกถามว่าได้วิธีนี้มาจากไหน ก็คิดอยู่นานจะเอายังไงดี

ไฮคลาส : กับทางบ้านฝ่ายหญิง คนไหนที่คุณเอ๋ต้องพิชิตใจหนักหนาที่สุด

ที่บ้านเขาไม่ค่อยมีอะไรมาก ตามใจเขา ผมก็ต้องพิชิตใจเขาอย่างเดียวแน่นอน เพราะว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่เขาเห็นเราตั้งแต่เด็กๆ เพราะราคบกันมาตั้ง 16 ปี ด่านเดียวก็คือต้องชนะใจเขา

ไฮคลาส : เมื่อแต่งงานชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน

ชีวิตไม่ค่อยเปลี่ยน มีเปลี่ยนก็ไม่ค่อยเปลี่ยนมากเพราะว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจเราอยู่แล้วตั้งแต่เราเด็กๆ คือเราอยากจะไปไหนก็แค่บอกเขาแล้วเราก็ไป เช่นสมมติว่าบางทีเราไปต่างจังหวัดเราก็บอกเขาว่า “ไม่ไหวแล้ว หนักมาก ขอไปนอนต่างจังหวัดสักวันหนึ่ง” เขาก็บอกถ้าอย่างนั้นไปเลย เขาก็ไปเป็นเพื่อนเรา เราก็แอบทิ้งลูกไว้บ้านบ้างแล้วก็ไปด้วยกัน เขาก็เข้าใจ เพราะบางทีการทำงานการเมืองมันมีลิมิตบางทีสมองมันเต็มนะ เราก็ต้องไปพักสักหน่อยเดือนสองเดือนที แต่เราก็ไปแค่วันเดียวกลับบางทีไปใกล้ๆ แถวๆ นี้เขาใหญ่บ้าง สระบุรี ไปวันเดียวกลับเลยขอชาร์ตเต็มๆ หน่อย ชีวิตไม่ค่อยเปลี่ยนอะไรมากครับเพราเขารู้ว่าเราชอบตะลอนๆ อยู่บ้านไม่ค่อยติดอยู่แล้ว เขาก็เข้าใจ

ไฮคลาส : การที่คุณเอ๋เป็นคนชอบรถโบราณรถคลาสสิค ตอนแรกที่รู้จักกันตัวคุณบีเป็นคนที่ชอบแบบนี้อยู่แล้ว หรือปรับตัวให้ชอบตามคนรัก จำได้ว่ามีอยู่ปีหนึ่งคุณบีได้รับรางวัลในงานประกวดรถคลาสสิคที่จัดโดยสมาคมรถคลาสสิคแห่งประเทศไทย

เราก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถโบราณเท่าไหร่ แต่รู้สึกว่าเป็นของที่มีค่าหายาก … (หัวเราะ) ที่ได้รางวัลนั่นก็โดยบังเอิญค่ะ (ยิ้มร่า) บีเป็นคนง่ายๆ ทั้งคู่ค่ะ ไปไหนไปกัน ฝ่ายสามีเสริมขึ้นมาว่า “คุณสบายอยู่แล้วเพราะเวลาผมซ่อมรถผมก็ซ่อมอยู่ที่บ้าน (หัวเราะ) อยู่นี่หลังบ้านนี่เขาก็เห็นว่าเราซ่อมรถอยู่หลังบ้าน

ไฮคลาส : สิ่งที่ทำให้คุณเอ๋รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้แตกต่างจากคนอื่นๆ นอกจากเป็นคนที่เรารู้จักมานาน และหาไม่ได้ในคนอื่น

คือใจตรงกัน ถ้าเขาคิดอะไรเราก็รู้หมด แต่นี่ก็เป็นข้อเสียเหมือนกันนะ คือเขาก็รู้หมดว่าเราคิดอะไร ผมก็รู้ว่าเขาคิดอะไร บางทีนั่งกันอยู่ไปคิดถึงสิ่งๆ หนึ่ง ที่คิดพร้อมกันประจำ ผมก็เลยชักกลัวแล้วเพราะว่าเรารู้จักกันเยอะ ยิ่งถ้าอยู่ด้วยกันติดๆ กันสัก 4 วันสมมติว่าไปต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงเลยว่ารู้เลยว่าจะคิดอะไรเป็นช้อตต่อไปๆ เพราะว่าอยู่ด้วยกันนาน

ไฮคลาส : บางคนมีข้อตกลงกันกับคนรักเช่น หากไม่พอใจกัน โกรธกัน ห้ามทะเลาะกันข้ามคืน ฯลฯ คู่นี้มีหลักอะไรที่คุยกันไว้ไหม

ตั้งแต่เด็กมาคือบีเป็นคนที่ค่อนข้างขี้งอนค่ะ ยอมรับเลยจุดนี้ แล้วเขาก็รู้วิธีว่าถ้าเกิดตอนที่บรรยากาศกำลังมาคุเต็มที่ก้อย่างเพิ่งเข้าใกล้ ซึ่งก็จะรู้วิธีกันว่าสุดท้ายแล้วอย่างไรก็คือคุยกันแต่อาจจะใช้เวลาสักนิดในการอยู่ห่างๆ ให้บรรยากาศมันคลี่คลาย แต่ไม่มีกฎระเบียบตายตัวว่าทะเลาะกันแล้วต้องอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะหาย ทำอย่างไรถึงจะคืนดีกันได้

ไฮคลาส : เมื่อมีลูกชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน จากเพื่อน เป็นแฟน เป็นสามีภรรยา จนเมื่อมีสถานะเป็นพ่อแม่

ก็รู้สึกว่าความเป็นครอบครัวมันสมบูรณ์ขึ้นนะคะ คือเราทั้งคู้เป็นคนอยากมีลูกแล้วชอบเด็กอยู่แล้ว พอมามีเขาก็ค่อนข้างเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย แล้วได้ดั่งใจ เรารู้สึกว่าเราดีใจมาก รู้สึกรักกันมากขึ้นด้วยพอมีลูก (ขณะที่ภรรยาตอบคำถาม คุณสามีก็หันไปเล่นกับพริมลูกสาว พร้อมกับแซวว่า นี่ไงคุณแม่ชมด้วยนะ)

ไฮคลาส : โดยส่วนตัวคุณเอ๋อยากมีลูกสาวก่อนลูกชาย หรือแบบนี้แหละดีแล้วที่มีลูกสาวก่อนแล้วให้น้องชายติดตามดูแลพี่สาว

ผมยังไงก็ได้ครับ แต่ก็อยากมีอีกคนหนึ่งเป็นผู้ชายจะได้เป็นผู้หญิงคนผู้ชายคน ใช่เลย ให้น้องชายดูแลพี่สาว

ไฮคลาส : แล้วทางฝั่งคุณแม่คิดอย่างไร

บียังไงก็ได้ค่ะ พลางคุณสามีย้ำให้ฟังชัดๆ อีกทีว่า “แต่นี่ก็ผู้หญิงนะครับ” (หัวเราะทั้งคู่) แล้วคุณแม่ขยายความ ดูเหมือนเด็กผู้ชายนะคะ (หัวเราะ) คุยกันว่าเราคงจะมีลูกกันสัก 2 คนนะ ถ้าเกิดคนต่อไปเป็นผู้หญิงอีกก็ไม่เป็นไร ก็มีลูกกันสองคนไม่ได้ไปกะเกณฑ์อะไรมากว่าจะต้องเป็นหญิงหรือชาย

ไฮคลาส : ครอบครัวคุณบีและคุณเอ๋มีพี่น้องกี่คน

บีมีน้องชาย 1 คน ส่วนคุณเอ๋มีพี่สาว 1 คน น้องชาย 1 คน

ไฮคลาส : การที่คุณเอ๋เป็นลูกคนกลางนั้นรู้สึกว่าหนักกว่าฝั่งภรรยาไหม

ผมไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนักเพราะว่าน้องชายผมเขาไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กมากๆ เลย ตั้งแต่ป.6 แล้วบ้านนี้ก็เหมือนมีแค่สองคนคือผมกับพี่สาว มันก็เลยทำให้เราเหมือนแทบจะเป็นลูกคนเดียวอยู่แล้วเพราะอีกสักพักพี่สาวก็ไปอีก เหมือนกับเราอยู่คนเดียวเพราะเราเลือกเรียนกฎหมายเพราะเราอยู่เมืองไทย ทำให้ไม่รู้สึกอะไรมากนักกับการเป็นลูกคนกลาง

ไฮคลาส : การที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูเรามา เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเลี้ยงดูลูก มีอะไรที่เราจะไม่ทำแบบนั้น และมีอะไรที่เราจะต้องทำแบบนั้น

สิ่งที่ไม่ทำสำหรับบ้านบีค่อนข้างเข้มงวดคือคุณแม่ตี ตั้งแต่เด็กเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบวินัย ในการเขียนหนังสือก็ต้องเขียนตัวตรง ต้องเขียนหนังสือมีหัวทุกตัว ค่อนข้างโดนเลี้ยงมาแบบนั้น ซึ่งเราก็รู้สึกกลัวพอโตขึ้นเราก็เริ่มเข้าใจที่ตอนเด็กๆ เรารู้สึกกลัวคุณแม่มาก และไม่อยากให้ลูกเราต้องมากลัวเราแบบนั้น สิ่งหนึ่งที่จะไม่ทำคือตีลูก พยายามจะพูดคุย บางทีดื้อมากๆ ก็อ่อนใจค่ะ (พลันหันไปมองลูกสาวในอ้อมกอดคุณพ่อ) แต่พยายามจะอดทนกับเขา พยายามจะไม่ใช้การตี

ไฮคลาส : ทางฝั่งคุณพ่อใช้วิธีการไหนในการเลี้ยงดูลูก

ผมคิดว่าสาระคือจะสอนให้ลูกไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เช่น เมื่อตอนเขาหัดเดินถ้าเรารู้ว่าเขาเดินได้แล้วแต่เขาไม่ยอมก้าวข้ามอะไรสักอย่างผมก็นั่งอยู่ตรงนั้น สมมติง่ายๆ เลย บ้านเรามีต้นไม้ใหญ่ เขาจะเดินข้ามรากไม้เขาก็เดินได้ แต่บางทีเขาแกล้งทำเป็นไม่เดิน หรือว่าเขาเหนื่อยไม่อยากเดินข้าม เราก็จะนั่งดูจนกระทั่งเขาเดินข้ามได้ เราต้องใจเย็นๆ นะ เรื่องนี้ต้องให้เขาก้าวข้ามในสิ่งที่เขาควรจะทำให้ได้ นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำตลอด เช่นที่ผมบอก ตอนหัดเดินเห็นได้ชัดเลย เขาเดินได้แล้วแต่ว่าเขาอาจจะเหนื่อย ไม่อยากข้าม เราก็บอกว่าลูกข้ามหน่อย ถ้าเขาไม่ข้ามผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าลูกจะข้าม พอเขาข้ามเราก็โอเค แต่ไม่ได้แปลว่าบังคับลูกให้เป็นอย่างที่เราให้เป็นนะ เพียงแต่ว่าขอให้เขาเป็นคนที่ทำอะไรทำให้จริง อย่าทำอะไรแบบสมาธิสั้น ขออย่างเดียวไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น ทำให้จบเป็นเรื่องๆ ไป ให้เขาสู้และตั้งใจทำแค่นั้นพอแล้ว

ไฮคลาส : คุณแม่คิดเหมือนกันใช่ไหม

อีกอย่างที่อยากจะเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุดก็คือให้เวลามากๆ อย่างบีทำงานของบริษัทตัวเองบีก็พยายามกลับมาบ้านให้ทันเขาทานข้าวเย็น ถ้าหากว่าเราเป็นพนักงานบริษัทข้ามนอกเราก็อาจจะต้องกลับบ้านมืด แต่พอเรามีโอกาสเพราะทำธุรกิจของตัวเองบีก็พยายามกลับมาถึงบ้านประมาณ 5 โมง 5 โมงครึ่ง เพื่อมาดูแลเขาทานข้าว อาบน้ำ และพาเขาเข้านอน อยากจะให้เวลาเขามากๆ เพราะตอนที่เราได้รับการเลี้ยงดูจากคุณพ่อคุณแม่ก็คือตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ทำงานหนักมากก็ไม่ค่อยมีเวลาให้มากเท่านี้

ไฮคลาส : ลูกสาวมีความเหมือนคุณพ่ออย่างไรบ้างในสายตาคุณแม่

ผู้เป็นพ่อฉวยโอกาสตอบทันที “มันดื้อ” ก่อนจะหัวเราะร่าทั้งคู่ พลันคุณแม่ตอบคำถามว่า เขามีความมั่นใจในตัวเองสูง เขาค่อนข้างบุคลิกเป็นผู้นำ ยังบอกคุณพ่อเขาเลยว่าเดี๋ยวปีนี้ที่จะให้เข้าโรงเรียนต้องได้เป็นหัวหน้าห้องแน่นอน เพราะว่าจะเป็นเด็กที่มั่นใจ เขาอยากจะเดินไปทางนี้ไม่ว่าผู้ใหญ่จะเดินไปทางไหนอย่างไรเขาก็จะมั่นใจว่าเขาจะเดินไปทางนี้ ค่อนข้างเป็นเด็กที่ตัดสินใจแล้วทำเลย เขาจะไม่กลัว และก็ไม่กลัวคนด้วย ชอบอยู่กับคน ไม่กลัวอะไรเลย

ไฮคลาส : สังเกตได้ว่าเวลามีงานของสมาคมรถโบราณฯ ลูกสาวก็ตามไปด้วย ไม่มีการงอแงและไม่กลัวผู้คน

เขาชอบมาก แต่ถ้าเขาเจอคนแปลกหน้าเขาจะนิ่งๆ ปรกติเขาจะเล่นแบบที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ จุ๊กจิ๊กๆ

คุณแม่เสริมให้เข้าใจลูกสาวว่า เขาไม่ชอบให้อุ้มค่ะ แต่ถ้าเข้ามาทักทาย คุยกันก็ไม่กลัว เขาก็ชอบ ชอบคุยกับคนอื่น โดยเฉพาะเด็กๆ ด้วยกันเอง ก็ยังคุยกันคุณพ่อเขาเลยว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพาไปได้เลย ท่าจะได้คะแนนเพิ่ม คือเป็นเด็กที่มนุษย์สัมพันธ์ดี

จากนั้นฝ่ายชายจึงขยายความ เวลาไปลงพื้นที่ก็พาเขาไปด้วย แล้วไปเล่นกับเขาเนียนเลย วันเด็กที่ผ่านมาผมไปงานวันเด็กประมาณ 20 งานโดยเฉลี่ย แต่ปีนี้เขาไปก่อนคือไปงานปีใหม่ในพื้นที่ ไปเจอตามชุมชุนนู้นนี้บ้างนิดหน่อย พอเจอเด็กก็ไปขี่จักรยานเนียนมาก (หัวเราะ) เพราะงานวันเด็กเขาไม่ได้ไปเพราะว่างานเยอะมากเรายังไม่ทันเลย ผมรู้สึกว่าเขาชอบ ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบเป็นผู้แทนฯ นะ แต่ว่าเขาชอบไปเที่ยว เจอผู้คน ขอให้บอกเถอะว่าพ่อไปไหนก็จะไปด้วย

ไฮคลาส : มีเวลาว่าจะเป็นเด็กที่รักรถเหมือนคุณพ่อแค่ไหน แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงก็ตาม

คุณแม่ตอบทันทีว่า ชอบมากเลยค่ะ ฝ่ายผู้เป็นพ่อตอบชัดเจนว่า เรื่องการเมืองนี่ยังไม่รู้นะ แต่ว่าเรื่องรักรถนี่แน่นอนเลย เพราะว่าเขาชอบเดินไปที่รถ ขอนั่งหน่อยๆ เปิดไปนั่งทีละคัน แล้วก็เอื้อมมือไปจับพวงมาลัย บอกกับผม พ่อๆๆๆ มาเล่นหน่อย

ไฮคลาส : ถึงเวลาอันสมควรจะเป็นคนหัดลูกสาวขับรถด้วย

แน่นอน ท่าทางจะชอบ ชอบเล่นรถ ชอบไปนั่งเล่น ไม่ว่ารถคันไหน เวลาซ่อมอยู่เขาก็จะไปยืนดูเวลาซ่อม

ไฮคลาส : ฝ่ายคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ช่วยดูแลหลานสาวคนนี้อย่างไร

ค่อนข้างจะเจอกันบ่อยมากค่ะ อย่างคุณตาคุณยายก็มาหาบ่อยเพราะว่าเป็นหลานคนแรก อย่างช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาก็รู้ว่าทางคุณเอ๋เขาทำงานหนัก เราก็ไม่อยากให้เขาเป็นห่วงด้วยจึงพากันไปอยู่บ้านคุณตาคุณยาย ไปอยู่ 20 วันจนคุณพ่อเริ่มงานน้อยลงก็กลับมา แต่ระหว่างนั้นก็คุยกันตลอด คุณตาคุณยายก็ใกล้ชิด

คุณพ่อมือใหม่เสริมทันที “หนีพ่อไปเลยช่วงนั้น” (หัวเราะ)

ไฮคลาส : สิ่งใดที่ห่วงเขาที่สุดในเด็กรุ่นนี้ เมื่อมองจากมุมของเราที่เติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยียังไม่เยอะเท่านี้

ค่อนข้างเป็นห่วง ได้คุยกันว่าจะต้องเลี้ยงดูเขาอย่างใกล้ชิด เราก็ยังคิดว่าถ้าหากเราใกล้ชิดกับลูก ให้ลูกเข้ากล้าพูดกับพ่อแม่ก็น่าจะทำให้เข้าใจกันมากขึ้น มันต้องเป็นไปตามยุคสมัยว่าเราก็ไปห้ามเขาไม่ได้ว่าเขาจะเล่นอินเตอร์เน็ต อยู่กับคอมพิวเตอร์ ต้องอย่าให้เขามีความลับกับพ่อแม่ อย่าปิดบังกัน แล้วพูดคุย เพราะว่าบีก็โดนเลี้ยงมาแบบนั้น คือเราไม่กลัวที่จะพูดคุยกับพ่อแม่เพราเราใกล้ชิด จึงไม่มีปัญหาอะไรเลยทั้งบีทั้งน้องกับครอบครัวก็คือเปิดเผยทุกอย่าง

ไฮคลาส : ในเมื่อทั้งคุณบีก็ต้องทำงาน คุณเอ๋ก็งานเยอะไม่น้อย เวลาจะอยู่ด้วยกันก็น้อย เมื่ออยู่บ้านพร้อมกันมักจะทำอะไร

มีทำอาหารทานกันเล่นๆ บ้าง หรือพาลูกไปนั่งรถเล่น ไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต ใช้เวลาร่วมกัน บอกเขาตลอดเวลาว่าช่วงนี้พ่อว่างนะ สภาปิดนะ จะทำอะไรดี แต่ที่จิรงก็ไม่ต้องไปเที่ยวไหนก็ได้นะ อยู่บ้านก็ดีแล้ว ขอให้ได้มีเวลาร่วมกันบ้างเพราะว่ามันน้อยจริงๆ

ไฮคลาส : ดังนั้นช่วงเปิดสมัยประชุมสภาก็มีแต่คิวงานเต็มเหยียดเลย

เยอะครับ แน่นเลย แต่สภาช่วงนี้ปิดน้อยมาก แทบไม่ได้ปิดเลย แล้วพอมาเจอน้ำท่วมช่วงนี้ก็อัดยาวเลย ต้องบอกว่าในช่วงปีครึ่งทีผ่านมา เป็นช่วงปีครึ่งที่การเมืองหนักมาก หากย้อนกลับไปก็ถือว่าสองปีนี้หนักมาก ตั้งแต่มีการชุมนุมฯ ผมก็ไปช่วยที่ ราบฯ 11 เหมือนกัน แล้วยาวไปจนกระทั่งถึงต้องเตรียมตัวพร้อมการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เยอะมากครับ และเขตจตุจักรเป็นเขตใหม่สำหรับประชาธิปัตย์ นักการเมืองระดับท้องถิ่นเราก็ต้องเป็นคนสร้างพวกเขาขึ้นมาด้วย ต้องนำทีมงานเราแต่ละคนช่วยวางยุทธศาสตร์ ทีมงาน ส.ก. ส.ข.ของเราก็ต้องชนะให้ได้ และที่ผ่านมาเราก็ชนะ ส.ก. ส.ข.เรื่อยมา ค่อยๆ กินพื้นที่ไป ให้คนเห็นว่าเราทำงานว่าเรานั้นตั้งใจมา และคุยกับทีมงานว่าเลือกตั้งที่ผ่านมาคราวที่สอง ผมบอกว่าสมัยแรกที่ผ่านมาผมทำทึกอย่างแล้วไม่มีอะไรที่ผมยังไม่ได้ทำ แล้วถ้าเกิดว่าที่กรุงเทพฯ เราแพ้พรรคเพื่อไทยแบบ Land Slide แล้วถ้าผมแพ้ผมจะเลิกเล่นการเมืองทันที เพราะผมได้ทำทุกอย่างแล้ว สุดท้ายเราก็ชนะ ก็ดีใจที่ประชาชานให้โอกาสเราทำต่อ

สาระสำคัญคือการสร้างคนขึ้นมาแทนเรา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนในครอบครัว แต่เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นขึ้นมา และให้เขาได้มีโอกาส จากที่เขาต้องการเล่นการเมือง นำเขาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นส.ข. เป็นส.ก. แล้วเขาก็ได้มีโอกาสที่จะได้เป็นส.ส.แทนเรา ไม่คิดว่ากรเมืองต้องสืบทอดแต่ว่าต้องให้คนที่มีฝีมือมาทำงานให้ประชาชน

ไฮคลาส : ในการลงสมัครรับเลือกตั้งฯ สมัยแรก เป็นการเลือกตั้งแบบ 1 เขตเลือกตั้ง มี 3 เขตปกครอง จึงทำให้ครั้งดังกล่าวคุณและผู้สมัครอีก 2 คน ได้ยกทีม แต่มาครั้งหลัง 1 เขตเลือกตั้งต่อ 1 เขตปกครอง ต่อผู้แทนฯ 1 คน ความยากง่ายต่างกันอย่างไร

ก็ยากนะครับ เพราะว่าตอนสมัย 3 คนเราแบ่งหน้าที่กัน ผมจะเป็นแม่บ้าน งานบริหารของพื้นที่ผมจะช่วยเขา จัดการให้ทุกเรื่องสำหรับ 3 คน พี่บุญยอด (บุญยอด สุขถิ่นไทย) จะเป็นคนคิดอะไรใหม่ๆ เสมอ เรียกได้ว่าครีเอทมาก มักจะคิดว่าเราจะจัดแบบนั้นดีไหม ทำอันนี้ดีไหม พี่บุญยอดจะคิดส่วนเราก็มีหน้าที่ทำ คุณสกลธี (สกลธี ภัททิยะกุล) ก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก เขาจะเป็นฝ่ายสนับสนุนที่ดี มีอะไรก็เห็นด้วยเสมอ ถ้าเพื่อนเอาด้วยเราเอาด้วย ไปไหนก็ไม่เหงา พอมาลงคนเดียวมันก็เหงาเพราะว่าเราต้องทำเองหมด แต่ในระหว่างนั้นก็โชคดีเพราะเราสร้างทีมงานเราให้แข็งขึ้นมา แล้วประชาชนให้ความไว้วางใจ เขาก็ได้เป็น ส.ก. ส.ข.ขึ้นมาเราก็มีคนช่วยคิดกันบ้าง ลำบากกันคนละอย่าง ตอนนี้อาจจะเหงาหน่อยเพราะเมื่อก่อนไปก็ยังมีเพื่อนส.ส.ไปด้วย เดี๋ยวไปก็ไปกันทีมงาน ส.ก. ส.ข. แล้วเวลาเขาคิดไม่ออกก็จะหันมาถามเราว่าเอายังไง? เราก็…เอ้าไม่มีคนช่วยคิดแล้ว ตัดสินใจเอง ผิดถูกก็ทำกันไปแต่ว่าถ้าทีมงานยอมรับก็เดินหน้า

ไฮคลาส : ตอนสมัครรับเลือกตั้งฯ สมัยแรก คุณได้เป็นส.ส.แต่ก็ไม่ได้เป็นพรรครัฐบาล ต่อมาได้เป็นส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ครั้งล่าสุดกลับมาเป็นส.ส.ในพรรคที่ไม่ใช่พรรครัฐบาล ภาระหน้าที่นั้นหนักเบาต่างกันอย่างไร

ที่หนักสำหรับเราคือผมเป็นคนเล่นการเมืองแบบที่ บางเรื่องเขาทำดีเราก็ว่าเขาดี บางเรื่องที่เขาทำไม่ดีเราก็ว่าเขาทำไม่ดี เราค้านทุกเรื่องไม่ได้จริงๆ แล้วผมค้านทุกเรื่องไม่เป็น ทำไม่ได้ จะให้ตำหนิเขาทุกเรื่องเราก็ลำบากทำไม่ได้ นั่นอาจจะเป็นความยากลำบาก บางทีคนที่เขาเชียร์เราก็บอกว่าเอ๊ะ…ทำไมเรื่องนี้ไม่ออกมาพูด ผมก็บอกว่าเรื่องนี้เขาก็ทำดีแล้วนะ แต่ถ้าเรื่องไหนที่เขาทำไม่ดีเราก็จะต้องถล่มแน่นอน ก็ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป

ความยากของมันก็คือว่าเพราะพรรคประชาธิปัตย์เรามีครม.เงา ตอนหลังท่านหัวหน้าฯ ท่านให้มาทำงานโฆษกครม.เงา ความยากของการเป็นฝ่ายรอบนี้ก็คือการเป็นโฆษกครม.เงานั้นต่างจากโฆษกรัฐบาล เพราะโฆษกรัฐบาลนั้นข้อมูลพร้อมหมด แต่โฆษกครม.เงาข้อมูลไม่พร้อม เราก็ต้องศึกษาทุกเรื่องของทุกกระทรวง ทบวง กรม ว่าเป็นอย่างไร พอถึงเวลาต้องแสดงความคิดเห็นเราก็แสดงความคิดเห็นออกไป ซึ่งความยากตรงนี้คือเราต้องจับงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้หมดเลย แล้วให้รู้ว่ากระทรวงนี้กำลังทำอะไรอยู่ ความยากก็จะเยอะมากขึ้น มันก็จะเหนื่อยมากขึ้นเพราะว่าข้อมูลสนับสนุนจากข้าราชการไม่มี เมื่อก่อนเราจะสร้างคนในพื้นที่เพื่อให้มาเป็นส.ก.ส.ข. ตอนนี้เราก็ต้องสร้างคนในทีมงานวิชาการ ทีมงานในพรรคให้แข็งมากขึ้นเพื่อสนับสนุนข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งก็หนีไม่พ้นอีกว่าต้องลงไปสร้างทีมงานให้เป็นทีมงานสายวิชาการให้เพิ่มมากขึ้น มันก็เหนื่อยมากขึ้นไปอีก แต่ก็สนุก

ตอนเป็นรัฐบาลมันอีกอาการหนึ่ง เป็นรัฐบาลเราเป็นวิปรัฐบาล ก็สนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล แต่พอเป็นฝ่ายค้านแน่นอนว่ามือไม้ไม่มีก็ต้องสร้างมือไม้ขึ้นมาเพื่อต้องนำเสนอข้อมูลใหม่กับประชาชนได้ แล้วที่สำคัญ อุปสรรคคือเราไม่ได้พูดทุกวัน บางทีเราทำงานทุกวันแต่เราไม่ได้พูดทุกวัน เพราะบางเรื่องศึกษาแล้วเราบอกว่ารัฐบาลทำโอเคนะเรื่องนี้ ปล่อยดูก่อน ให้โอกาสเขาหน่อย ให้เขาลองทำดู แต่ถ้าเรื่องไหนเราเตือนแล้วแต่เขาไม่เชื่อเราก็ต้องว่ากันไป ต้องแสดงความจริงให้ปรากฏ กับพี่ๆ รัฐบาลก็ขอให้เขาเข้าใจว่าเราทำตามหน้าที่ เพราะค้านดะสำหรับผมไม่ทำอยู่แล้ว

ไฮคลาส : คุณแสดงให้เขาเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่าย และยืนยันว่าเราทำงานอย่างมืออาชีพ

ต้องทำเช่นนั้น แต่ผมไม่มีโกรธเล่นๆ นะครับ ผมโกรธจริง บอกได้มั้ยครับ …สมมติเขาบอกว่าไม่เป็นไรเราออกมาก็ยิ้มแย้ม แต่ผมไม่นะ ผมโกรธก็โกรธจริง ผมรักผมก็รักจริง ผมเป็นคนอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าผมไม่ค้านทุกเรื่อง เพราะเรื่องที่ผมค้านคือเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยโดยท่าทีแต่ความจริงแล้วผมเห็นด้วยลึกๆ ผมจะไม่ทำ เพราะถ้าหากเขาทำในสิ่งทีเราบอกว่าพี่ เรื่องนี้พี่ไม่ควรทำนะ แต่เขายังทำอยู่ มันก็หนีไม่พ้นว่าเป็นเรื่องที่เขามีนโยบายแฝงไว้อยู่ในตัวที่เขาต้องทำ ซึ่งอย่างนี้เราก็ยอมไม่ได้ ถึงไหนถึงกันมันก็ต้องเจอกัน

ไฮคลาส : คุณบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจอยู่ในครอบครัว ฉะนั้นวันหนึ่งหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาคุณจะทำอย่างไรต่อ

ผมไม่เชิงว่าจะขนาดนั้น ถ้าหากคนในครอบครัวเราคนไหนอยากจะเล่นการเมืองเราก็ให้การสนับสนุน แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนในครอบครัวอย่างเดียว คือหลายคนชอบให้พื้นที่ตกอยู่กับคนในครอบครัวอย่างเดียว แต่สำหรับผมผมว่าไม่ใช่ ถ้าเกิดลูกผม หรือน้อง หรือใครก็แล้วแต่เขาไม่ได้บ้าเหมือนอย่างทีเราบ้าอย่ายัดเยียดให้เขาเลยดีกว่า สู้เราไปให้คนที่เป็นทีมงานเรา หรือช่วยงานเรามาดีกว่า เพราะว่ามันเห็นหน้าเห็นหลังมากกว่า ได้ประโยชน์มากกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป ญาติเรายังบอกไม่ได้เพราะว่า 1.ถ้าเกิดคุณไม่เคยลงพื้นที่กับผมเลย ไม่เคยทำอะไรที่เราเห็นว่าเป็นนโยบายหลักๆ เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าไม่น่าเป็น ต้องดูว่าเขามีความแกร่งแค่ไหน ผมไม่เชื่อว่าการเมืองควรเป็นเรื่องสืบทอดในครอบครัว แต่คนที่เขาเอามาสืบทอดในครอบครัวอาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่ช่วยเขาทำงานก็อาจจะเป็นคนในครอบครัว แต่สำหรับเราใช้คนข้างนอกหมด เราปั้นคนใหม่ๆ เข้าสู่การเมือง อันนี้ผมคิดว่าสนุกกว่า

ไฮคลาส : เห็นได้ชัดว่าคนที่จะมาอยู่ในแวดวงของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ก็ตามในรัฐบาล จะต้องได้รับการยอมรับทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ากระแสภายนอกเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจของผู้นำรัฐบาล ฉะนั้นทิศทางในอนาคตมันจะเป็นอย่างไรบ้าง

ผมพูดในมุมที่เราเป็นนักการเมืองแล้ว มองตรงๆ ว่าผมว่าคุณยิ่งลักษณ์ท่านมาเป็นรัฐบาลโดยอุบัติเหตุทางการเมือง (ผู้สัมภาษณ์จึงทวนที่มาว่า อุบัติเหตุ 40 กว่าวัน) ส.ส.หนุ่มสมัยที่สองถึงกับกลั้วหัวเราะ ผมว่าอุบัติเหตุทางการเมืองของตัวท่าน แต่ว่าการเมืองมันมีเส้นทางของมันแหละ แต่ผมว่ามันเป็นอุบัติเหตุของตัวท่านที่มานักการเมือง การทำงานของท่านอาจจะไม่ชำนาญนักเลยเรื่องนโยบายของประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือท่านจะต้องมีทีมงานที่เก่งและรับฟังความเห็นประชาชน ทีมงานที่เก่งเราก็เห็นแล้วว่าทีเราคุยกันอยู่ตอนนี้ว่าเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลหมด ก็แปลว่าท่านกำลังคัดคนใหม่เข้ามา คือคนเก่าฉันไม่เอาเปลี่ยนคนใหม่เข้ามา ก็เป็นเรื่องที่ดีที่นักบริหารควรจะทำ เพราะว่าตัวท่านเองเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว ท่านก็เปลี่ยนคนใหม่เข้ามา แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ท่านฟังด้วยก็คือเสียงของประชาชน

คือฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ในการนำเสียงประชาชนชนออกไปให้ท่านได้ยินมากที่สุด และบางเรื่องที่เราออกไปค้านก็อยากให้ท่านฟังเราด้วย ถึงท่านไม่เก่งก็ไม่เป็นไร ช่วยกรุณาฟังเสียงของประชาชน ดูว่าทีมงานคนไหนไม่ความสามารถก็เปลี่ยนออก เพราอย่างไรผมก็เชียร์ให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีจนครบสมัย เพราะอยากให้เห็นไปเลยว่าการเดินนโยบายสไตล์แบบนี้ผลคืออะไร การเดินนโยบายสไตล์แบบนี้คืออะไร ให้คนเห็นไปเลยปลายทาง ผมไม่ค่อยชอบการยุบสภานะ ไม่ใช่เพราะว่ากลัวการเลือกตั้ง เพียงแต่ว่าอยากให้เห็นปลายทางว่าการเดินนโยบายโดยพรรคการเมืองแบบนี้สไตล์นี้เป็นแบบไหน และแบบนี้สไตล์นี้เป็นแบบไหน แล้วคนก็จะได้คำตอบว่าถ้าชอบสไตล์นี้ก็อยู่พรรคนี้ ชอบสไตล์นั้นอยู่พรรคนั้น

ไฮคลาส : สำหรับประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เรื่อย เช่น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งรัฐมนตรีใหม่ จะทำนู่น จะเปลี่ยนนี้ ฯลฯ ในฐานะคนทำงานตรวจสอบคิดอย่างไร

ผมจะไม่ตามเรื่องอื่นเลย พูดตรงๆ ว่าผมตามเรื่องเศรษฐกิจเรื่องปากท้องเท่านั้น เพราะว่าผมรู้สึกว่าเรื่องปากท้อง ใช้คำว่าเรื่องปากท้อง หรือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่าเป็นหัวใจหลักของประเทศนี้เลย พูดตรงๆ ผมไม่ค่อยอินมากนักกับการแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ คนเราจะสมานฉันท์ไม่เกี่ยวกับว่ารัฐธรรมนูญดีหรือไม่ดี เราเป็นนักกฎหมายเราบอกได้เลยว่ารัฐธรรมนูญคือวิวัฒนาการ ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากเผด็จการแล้วต้องไปยกเลิกทั้งฉบับ

ถ้าสมมติว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตราไหนเป็นเผด็จการ มาตราไหนไม่พอใจเราก็แก้มาตรานั้นสิ แก้ไปเรื่อยๆ แต่อย่าไปเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอยู่เรื่อยๆ สังคมจะเกิดวัฒนธรรมที่ต่อต้านระบบนิติรัฐ เพราะว่าเวลาตัวเองผิดพลาดไปตามกฎหมายก็จะบอกว่ากฎหมายไม่ดี แก้กฎหมายสิ เปลี่ยนกฎหมายทั้งฉบับสิ นิติรัฐมันจะหายไป

ฉะนั้นผมเป็นคนมองรัฐธรรมนูญเป็นวิวัฒนาการ ดังนั้นผมไม่เดือดร้อนว่ารัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้ เพราะถ้าไม่พอใจก็แก้สิ เรามีช่องทางอยู่แล้ว ตัวผมเองจึงไม่โฟกัสที่รัฐธรรมนูญแต่เราไปดูเรื่องปากท้องมากกว่า สิ่งหนึ่งที่ 5 เดือนมานี้รัฐบาลนี้หายไปก็คือว่า ตอนรณรงค์หาเสียง ประเด็นที่เขาหาเสียงแล้วเข้ามาก เรียกว่า Touching ผมมาก คือเขาบอกว่าตัวเขาเป็นไพร่ แล้วทุกคนบอกว่าหลายคนเป็นไพร่ นั่นแปลว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมมันยังมีอยู่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมันมีอยู่ ผมจึงวนเวียนอยู่ว่าทำอย่างไรลดความเหลื่อมล้ำ ทำอย่างไรให้คนอยู่ดีขึ้น กินดีขึ้น แต่ผมไม่สนใจเรื่อง(แก้)รัฐธรรมนูญบอกตามตรง

ถ้าใครดูตามที่ผมพูดอยู่ตลอดถ้าไปพูดเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญผมจะไม่พูดเลย ทั้งๆ ที่ตอนเรียนหนังสือ ตอนที่เรียนนิติศาสตร์อยู่นั้นเราไปเดินรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญก็ทำกันมาแล้ว แต่สำหรับนาทีนี้ตอนนี้เป็นส.ส.ผมมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่เป็นวิวัฒนาการ ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับ ไม่มีหรอกที่หลายคนพยายามจะบอกว่าต้นไม่พิษลูกออกมาก็เป็นพิษ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น อะไรไม่ดีก็แก้ซะ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะต้องแก้ทั้งฉบับ

สังเกตว่าบ้านเมืองเราในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มมีปัญหาว่า คนเริ่มมีความรู้สึกไม่เป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นธรรม ขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว บอกว่าศาลตัดสินไม่เป้ฯธรรม เพราะเรากำลังไม่เชื่อนิติรัฐ เพราะเรากำลังมีวัฒนธรรมเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอยู่เรื่อย อันนี้ผมว่าอันตรายจากความคิดของพวกเรา

ไฮคลาส : ตอนนี้เริ่มมีการเปรียบเทียบแล้วว่าพม่าเดินหน้าไปแล้ว ประเทศไทยกำลังจะถอยหลังกลับลงไป คุณมองอย่างไร แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีมันก็เป็นสิ่งที่ดีกับอนาคตทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ดีต่อเศรษฐกิจของเราตามไปด้วย เป็นการพึ่งพาอาศัยกัน

มองประเทศมองไปไกลๆ แล้วก็ก้าวข้าม พูดตรงๆ นะ คือก้าวข้ามคุณทักษิณได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็แล้วแต่ คือก้าวข้ามคุณทักษิณได้แล้ว ท่านเคยเป็นนายกฯ ที่ดี ท่านเคยเป็นผู้นำที่ดี แต่ว่าท่านมาโดนปัญหาเรื่องส่วนตัวของท่าน อย่าไปพูดว่าคอร์รัปชั่นเลยนะ เมื่อท่านเคยเป็นนักการเมืองที่ดีท่านมาโดนปัญหาในทางคดีท่านก็ต้องสะสางในทางคดีก็คือจบ เราคิดแค่นั้นนะ

อย่าไปคิดว่ามากว่า เพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นธรรมหรือเปล่า เพราะกฎหมายไม่เป็นธรรมรึเปล่า คือก้าวข้ามให้ทุกอย่างเป็นพลวัตของมันก็จบ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปเกลียดแค้นท่าน หรือไม่จำเป็นว่าพูดชื่อนี้แล้วทุกคนจะต้องเกลียดว่าเป็นคนไม่ดีนะสำหรับผม เพราะเขาก็เคยทำคุโณปการกับประเทศไทย คือมองแล้วก้าวข้ามคุณทักษิณได้ไหม ขอให้ทุกฝ่ายก้าวข้ามไปเลย ท่านจะกลับมาประเทศไทยหรือไม่กลับมาประเทศไทยก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่มีใครบังคับท่านอยู่แล้ว ก็ปล่อยท่านไป แล้วก็ไม่จำเป็นที่อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไปตามท่านตลอดว่าท่านให้ความเห็นเรื่องนี้ต้องเป็นความเป็นตรงข้ามท่านตลอดเวลาก็ไม่มีความจำเป็น ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นพลวัต มองว่าเป็นวิวัฒนาการ อะไรเป็นอดีตก็ปล่อยเป็นอดีต เอาปัจจุบันเราดีกว่า อย่าไปมองอดีตมากนัก

ถ้าปัจจุบันเราทำดี อนาคตมันมีอยู่แล้ว ก็อย่าไปมองอดีต มองอดีตไม่จบอยู่แล้ว ถ้ามองปัญหาการเมืองไทยนะ ถ้ามองว่าคุณทักษิณเป็นคนที่โดนข้อหาเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่นเยอะ ที่บอกว่าการเมืองคือวิวัฒนาการ รัฐธรรมนูญคือวิวัฒนาการ ต้องเข้าใจสภาพมันนั้นเอง คือถ้าเราไปติดยึดกับเรื่องเก่าก็ไม่ดี เช่นฝั่งเชียร์คุณทักษิณก็บอกว่าคุณทักษิณถูกพรากไปซึ่งอำนาจซึ่งไม่ควรจะเป็น ซึ่งก็ถูกต้อง ต้องบอกว่าคมช.พรากอำนาจการบริหารงานของคุณทักษิณไปโดยผิดกฎหมายในขณะนั้นและไม่เป็นธรรมต่อคุณทักษิณเลย แต่ว่าอีกมุมหนึ่งก็บอกว่าเอ๊ะแล้วที่คุณทักษิณทำเรื่องราวมาในอดีต เรื่องของการเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นต่างๆ ก็นี่ไงสาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหาร คือถ้าเกียงกันแบบนี้ก็ไม่จบว่าใครถูกใครผิด คือเรามองแค่ว่าเป็นวิวัฒนาการก็แค่นั้นเพียงพอแล้ว โจทย์หลักก็คือทำอย่างไรให้คนอยู่ดีกินดีก็เท่านั้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำมันไม่มี ความเป็นไพร่ที่อยู่กลางหน้าอกมันหายไป ผมว่าสิ่งนี้ต้องแก้ให้ได้ แล้วถ้ายังไม่ก้าวข้ามความคิดนี้ผมว่าเลิกคิดเลยว่าประเทศไทยจะไปไหน

สิ่งที่ปวดใจมากที่สุดคือพี่น้องประชาชนใส่คำว่าไพร่กลางหน้าอก นั่นสะท้อนถึงความเหลือมล้ำที่มันมีอยู่จริง ส่วนเรื่องอื่น เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ เรื่องคุณทักษิณจะกลับมาหรือไม่กลับมาก้าวข้ามทุกอย่างจะดีที่สุด

ไฮคลาส : ในมุมของคนที่เป็นพ่อ และในมุมของคนที่อยู่ในวงการเมือง เมื่อวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมามีข่าวการนำเสนอโพลล์ว่า ครอบครัวไม่อยากให้ลูกเป็นนักการเมือง ส่วนโพลล์ที่ไปถามเด็กก็อาชีพนักการเมืองเป็นอันดับท้ายสุดที่พวกเขาอยากจะเป็น จากทั้งสองสถานะคุณคิดอย่างไร

นักการเมืองเป็นอาชีพที่เครดิตต่ำ เราคิดอย่างเดียวคือเราอย่าทำตัวเราให้มันเป็นแบบนั้น ให้มันเป็นอย่างที่เขาสบประมาทเรา เราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แล้วเวลามีน้องๆ ที่สนใจการเมือง อย่างผมเราอบรมยุวประชาธิปัตย์เราก็ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับยุวประชาธิปัตย์ อย่าปลูกฝังอะไรที่มันเป็นเรื่องไม่ดี เราปลูกฝังสิ่งที่ดีเป็นตัวอย่างก็เป็นเรื่องที่ควรแล้ว อย่าไปคิดว่ามาก คิดว่านักการเมืองทุกคนต้องดีหมด เพราะในสังคมมีคนหลากหลาย คนดีและไม่ดีในสังคมก็มีหลากหลาย นักการเมืองก็มีดีมีเลวเพราะตัวแทนของคนที่เลือกมา แค่เราทำตัวเราให้เราอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องพอแล้ว แล้วถ้าวันหนึ่งมีคนคิด(เหมือน)กับเรามากขึ้นมันก็คงจะดี

ไฮคลาส : คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองจะเปลี่ยนไปจากคนรุ่นเก่าแค่ไหน

อันนี้คุยแล้วแลบลิ้นเลย เพราะว่าไม่ใช่ว่านักการเมืองรุ่นใหม่ทุกคนจะเป็นคนดี และไม่ใช่ว่าไอ้คนนี้หน้าตามันหนุ่มๆ ออกมาไฟแรงๆ แล้วจะเป็นคนดี แล้วมันจะไม่ขี้เกียจ ไม่จริงนะ แล้วไม่ใช่ว่าคนนี้ดูเหมือนข้าราชการเกษียณออกมาแล้วจะหมดแรงก็ไม่ใช่อีกนะ ผมว่ามันอยู่ที่จิตสำนึกของแต่ละคน ว่าจิตสำนึกของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร อันนี้บอกไม่ได้เลยว่าคนรุ่นใหม่ๆ จะเป็นคนดี มันไม่แน่

ไฮคลาส : ถ้าสรุปคุณสมบัติคร่าวๆ ของการเป็นนักการเมืองที่ดี คือ 1.ต้องไม่ขี้เกียจ 2. ต้องไม่ขี้โกง

ใช่ และก็เอาใจเขามาใส่ใจเรา สำคัญนะ ถ้าเราเป็นประชาชนคิดอย่างไร หรือแม้กระทั่งเราเป็นฝ่ายค้านถ้าเราเป็นรัฐบาลคิดอย่างไร ต้องมองมุมกลับให้ได้เอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอแล้วมันจะดี แล้วการปะทะคารมกันในทางสภามันจะน้อยลง ความขัดแย้งมันจะน้อยลง เอาเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราเป็นเขาจะรู้สึกอย่างไร อย่างที่เราอยู่ประชาธิปัตย์ ทำไมคนเสื้อแดงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ลองเป็นเขาดูสิจะรู้สึกอย่างไร ลองไปคิดแบบเขาดูว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร เราก็จะเข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไร ฉะนั้นผมจึงบอกว่าเป้าสำคัญในทางการเมืองสำหรับผมก็คือต้องลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของคนให้ได้ เพราะผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของคนในประเทศนี้ ส่วนการเมืองเป็นวิวัฒนาการ รัฐธรรมนูญเป็นวิวัฒนาการ คุณทักษิณเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ต้องผ่านไปเท่านั้นเอง

ไฮคลาส : เมื่ออยู่ในสนามการเมืองเป็นคนของประชาชน แรงเสียดทานมันมากแค่ไหน ทั้งต่อตัวเองและครอบครัว

เยอะ เราต้องฟังเขาด่าเรา หรือเขาด่าเรา ไม่พอใจเราโดยที่เราก็ไม่เข้าใจว่ามันไปเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และบางทีมันก็ไม่เป็นได้เป็นความจริง เราก็ต้องทนให้ได้กับแรงเสียดทานพวกนี้ เพราะคนที่รักเรามากก็มี คนเกลียดเรามากก็มี แค่ทำใจให้เป็นธรรมดาของการเมือง แต่ก็ต้องยายามทำให้คนรักเราทุกวันนะ อย่างผมบอกว่าผมจะเดินทางไหน ผมตั้งโจทย์ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้ได้ผมก็โฟกัสชีวิตผมอย่างนี้ แล้วผมก็ไม่อยากไปพูดมากเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมบอก ผมจึงโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจ ก็เพราะผมเชื่อของผมแบบนี้ และผมคิดว่ามีหลายคนเชื่อแบบผม และคนคิดแบบผมหลายคนก็คงจะเชียร์เรา คนเกลียดเราก็น่าจะน้อยลงเพราะเราก็พยายามสร้างความเข้าใจแก่เขาว่าเราไม่ได้มีเจตนาอื่นนอกจากเดินตามเป้าหมายที่เราอยากจะทำ

ไฮคลาส : วางแผนอนาคตตัวเองไว้อย่างไร

วางแผนไว้ว่าตั้งใจจะทำงานการเมืองให้ดีที่สุด วันแรกเข้ามาอย่างไรวันสุดท้ายที่เราจะเดินออกไปก็ขอให้เป็นอย่างนั้น ความสำคัญของนักการเมืองคือซื่อสัตย์สุจริต แล้วกล้าที่จะตัดสินใจในด้านที่ควรตัดสินใจ บางเรื่องเราบอกว่าถ้าเราเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตแต่เรากลัวที่จะทำในเรื่องที่คนบอกว่าอาจจะทุจริตได้ แล้วจะเป็นไปทำไม ตัดสินใจเลยครับ ถ้าเราบอกว่าเราทำในเรื่องนี้เพราะมือสะอาด ตัดสินใจไปเลยครับ เขาอาจจะคิดว่ามัน 50 : 50 ก็ต้องเดิน จะมัวหลีกเลี่ยงไม่ได้ พ่อสอนเสมอว่าเกียรติยศอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราเลือกเดินบนทางที่ถูกต้องเดินไปเลยครับ ถึงแม้ว่าจะตัดสินใจในบางเรื่องที่คนบอกว่าเรื่องนี้ต้องได้ผลประโยชน์แน่เลย เรื่องนี้ต้องมีเรื่องอื่นแน่ๆ เลย ผมคิดว่าตัดสินใจไปเลย เกียรติยศอยู่ที่ตัวเรา เราเชื่อว่าเราสะอาด เราดูมือเราเราบอกได้ว่ามันสกปรกหรือเปล่า เพราะถ้าเราเป็นคนแบบนั้นมันจะทำให้เราตัดสินใจช้า ทำให้การตัดสินใจของเราเป็นไปโดยการขาดสภาวะผู้นำแล้วมันไม่สมประสงค์กับที่ประชาชนเขาเลือกเรามา ฉะนั้นเดินหน้าครับเกียรติยศไว้ทีหลัง

ไฮคลาส : ทุกวันนี้ทำงานหนักกลับมาถึงบ้านเห็นหน้าลูกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยไหม

หายเลยครับ เจอหน้าลูกหายเหนื่อยเลย เพราะลูกผมมีมุขเยอะ เขาจะคิดคำใหม่ได้ทุกวัน เราก็มาดูว่าวนี้ลูกเราพูดอะไรเป็นบ้าง ก็เป็นสิ่งดีที่ได้เห็นลูก มีความสุขที่ได้เห็นวิวัฒนาการเห็นลูกโต พอกลับมาก็มีความสุข ภรรยาก็เข้าใจเราดีในจุดนี้ เพราะครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญถ้าหากครอบครัวไม่แข็งแรงก็เดินต่อลำบากเหมือนกัน

+++++++++++++++++++++++

Comments are closed.