Home » Interview » เอกภพ เสตะพันธุ

เอกภพ เสตะพันธุ

ธรรมชาติเป็นบ่อเกิดของทุกชีวิต และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ ก็จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ด้วยแนวคิดนี้ คุณเอกภพ เสตะพันธุ ประธานมูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติ จึงหันหลังให้กับบรรดาภารกิจการงานอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลกธุรกิจที่เคยผ่านมา ลดระดับลงเป็นเรื่องรอง โดยยกให้ธรรมะและเกษตรเป็นหลักของชีวิตที่เหลืออยู่

“ผมเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรกที่เครือซีเมนต์ไทยส่งไปเรียน MBA องค์กรนี้มีพระคุณกับผมมากครับ วันหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยมาก็ติดอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ไปอยู่เมืองนอกบ้าง ไปทำงานบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้ ผมนึกถึงบ้านเกิดคือกาญจนบุรี เราไม่เคยกลับไปทำอะไรให้บ้านเลย มีความคิดว่าอยากกลับไปสร้างอะไรให้กับบ้านเรา และเริ่มรู้สึกว่า การมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงนั้นเหมือนติดกับ เข้ามาแล้วมันออกยากเหลือเกิน ว่าจะเข้ามาเรียนหนังสือเรียนเสร็จก็หางานทำเพราะทุกอย่างศูนย์กลางมันอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีการกระจายความเจริญสู่ชนบทมากเท่าที่ควร ทุกอย่างมีศูนย์รวมอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นปัญหายิ่งใหญ่และนับวันจะยิ่งแก้ลำบากมากขึ้นๆ

“ผมจึงอยากกลับไปโปรโมทบ้านเกิดผมก่อน เริ่มสร้างโรงงานผักผลไม้กระป๋องที่นั่น คือบ.ริเวอร์แคว อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด : RKI ช่วยเกษตรกรได้หลายหมื่นครอบครัวที่ปลูกของส่งให้เรา และสุดท้ายไปพัฒนาเรื่องของเกษตรอินทรีย์ เมื่อประมาณ 16 ปีมาแล้ว เป็นจุดที่ผมเริ่มต้นก่อนคนอื่น แม้ไม่ได้เรียนมาทางนี้แต่มองว่าแนวโน้มระยะยาวนั้นโลกมันต้องมาแนวนี้แน่นอน เพราะว่าเกษตรเคมีนับวันมันทำให้ดินเสีย สิ่งแวดล้อมเสียหาย สุขภาพเสื่อมโทรม เราต้องเสียเงินตราออกต่างประเทศ ต้องไปพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศทุกเรื่อง”

ด้วยพื้นฐานที่ไม่ใช่คนวงในทั้งเกษตรศาสตร์และแพทยศาสตร์จึงนำมาสู่มุมมองซึ่งไม่ติดกรอบวิชาการ

“ผมมองจากคนนอกที่ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตรที่โดนครอบงำ ทำนองเดียวกับแพทย์ทางเลือก เพราะแพทย์แผนปัจจุบันเป็นแพทย์ที่โดยครอบงำมาโดยที่น้อยคนจะมองออก แต่ผมไม่ได้เรียนแพทย์ผมก็มองออก

“เมืองไทยเรากำลังสูญเสียความอิสระเสรี และไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้เราต้องพึ่งพาตลอด การแพทย์เราต้องไปพึ่งศาสตร์ของเขา พึ่งยา เครื่องมือ เทคโนโลยี ที่เราต้องนำเข้ามา ดั้งเดิมของเราไม่ว่าเรื่องการเกษตร เรื่องการแพทย์ทางเลือก เรามีภูมิความรู้ของเราดีด้วย แต่เราโดนอิทธิพลที่เขาทำให้เราที่มี 2 ภูมิปัญญา ทั้งเรื่องการเกษตร และเรื่องแพทย์ทางเลือกที่จะเรียกว่าแพทย์ไทยแผนโบราณหรือว่าแพทย์แผนตะวันออกก็แล้วแต่ ของเราดีเยี่ยมแต่ว่าเรานั้นถูกกดจนไม่มีใครรู้เรื่องเลย”

“เราจะช่วยประเทศชาติอย่างมากถ้าเราสามารถฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาได้ แต่ว่าทั้งหมดนี้มันจะเจริญได้ไปด้วยดีก็ต้อง มีธรรมะเป็นหลัก ประเทศไทยที่เราไม่เจริญเท่าที่ควรเพราะว่าเราขาดธรรมะ เป็นเมืองพุทธศาสนา แต่ว่าเราไม่ได้ปฏิบัติจริงๆ ประเทศถึงไม่เจริญเท่าที่ควร ไม่อย่างนั้นเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองกว่านี้อีกมากมาย”

“แม้แต่เรื่องการเกษตรถ้าเราไม่ใช้ธรรมะเราโดนเขาหลอก เขาหลอกให้เราทำการฆ่า เกษตรเคมีนี้ฆ่าทุกขั้นตอน เกษตรกรเราทำบาปโดยไม่รู้ตัว แทรคเตอร์นี่ย่ำไปก็ฆ่านะเมื่อดินโดนอัดแน่นสัตว์ใต้ดินตาย ผาลที่ตัดลงไปในดินเป็นชิ้นๆ สัตว์ในดินตาย ตากดินโดนแดดเปรี้ยงๆ จุดไฟเผาไร่เผานาสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายเป็นเบือ แม้แต่เรื่องชลประทานคุณเอาน้ำใส่เข้าไปเยอะสัตว์ในดินตาย ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลงตายหมด ฆ่าซะจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาอันนี้น่ากังวลที่สุด การฆ่าทั้งหลายไม่ใช่ไม่บาปนะครับ บาปโดยไม่รู้ตัว

“แพทย์แผนปัจจุบันก็เหมือนกัน ผ่าตัด ฉายแสง คีโม รอดไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ตายอย่างทรมานและอย่างแพงที่สุด แล้วเงินตราไปไหน…ใครรวย ยาก็มีแต่เคมีทั้งนั้น แพทย์สมัยใหม่ไม่สนใจหลักการที่เฮปโปเครติส บิดาการแพทย์ พูดไว้ อาหารคือยา ไม่ได้สนใจเลย เพียงแต่ว่าโดนบริษัทยาบริษัทข้ามชาติครอบงำจนหลักสูตรการแพทย์ก็โดนเขาครอบงำหมด ผมไม่ได้โทษแพทย์นะ แต่โทษหลักสูตร”

“นี่เป็นจุดบอดของประเทศไทยที่เราตามเขาจนไม่ดูหน้าดูหลัง ประเทศที่หลวมตัวใช้เกษตรเคมีหรือว่าใช้แพทย์สมัยใหม่เขาเตรียมกลับตัวกันหมดแล้ว ไม่เชื่อดูสวีเดนสิครับ ปัจจุบันเขาตั้งเป็นเป้าหมายของรัฐบาลว่าจะต้องมีเกษตรอินทรีย์อยู่ในร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตกี่เปอร์เซ็นต์และเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เมื่อ 5 ปีก่อน 15 เปอร์เซ็นต์อย่างน้อยต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ เดี๋ยวนี้เท่าที่ผมทราบอย่างไม่เป็นทางการ 50 เปอร์เซ็นต์ต้องเป็นเกษตรอินทรีย์และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ รัฐบาลเขารักประชาชน เขารักสิ่งแวดล้อม เขาฉลาด ไม่ใช่โดนจูงจมูกไม่ลืมหูลืมตา พวกที่เรียนในมหาวิทยาลัยสมัยก่อนเมื่อ 50 ปีก่อนก็ได้ทุนเขาไปเรียน กลับมาเขียนหลักสูตร พอเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ครอบงำไปตามที่ไปเรียนมาและเชื่อว่าที่เรียนมานั้นถูกต้อง เพราะเรียนแบบที่โดนครอบมาอย่างนั้น หลักสูตรที่เราเรียนก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ว่าทางการเกษตรหรือทางการแพทย์”

จึงไม่ต้องแปลกใจที่เขาออกตัวแรง แต่ก็ยืนยันว่าที่สิ่งทำนั้นผ่านกระบวนการศึกษาด้วยตนเองและเห็นผลสำเร็จมาแล้ว ไม่ใช่ศึกษาวิจัยอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างมีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และเปิดให้ผู้สนใจได้หาความรู้แล้ว ไปได้ง่ายก็คือโครงการธรรมะเกษตรธรรมชาติ พื้นที่ 600 ไร่ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งดำเนินโครงการตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงรวมถึงแนวทางป่ารักน้ำและบ้านเล็กในป่าใหญ่

“ผมคิดนอกกรอบ แต่นอกกรอบด้วยความรักด้วยความปรารถนาดี ผมก็อายุมากแล้ว ผมไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้ว ผมจะฝากอะไรที่คิดว่าจะช่วยลูกหลานจะช่วยประเทศชาติได้ก็อยากจะทำ”

“ผมพยายามให้มูลนิธิฯ ทำกันด้วยใจ ทำได้แค่ไหนไม่รู้ก็อาศัยคนที่ทำสื่อช่วยเผยแพร่ออกไป ผมต้องการหาแนวร่วม ผมไม่ได้ทำเชิงธุรกิจ ใครอยากได้ความรู้มาเลยผมให้ทุกอย่าง คนอื่นมีอะไรดีๆ มาช่วยกันเสริม แต่ผมค้นคว้าเรื่องเกษตรอินทรีย์มาเกือบ 20 ปี ไม่ใช่ค้นคว้าในแล็ปนะครับแต่ลงมือทำ รวบรวมศาสตร์ทั่วโลกมา ผมเชื่อว่าเป็นอันที่ดีที่สุดในประเทศไทย กล้าท้าทาย กล้าพิสูจน์ ผมทำให้ดูว่าดินที่เลวที่สุดผมยังทำให้กลายเป็นดินที่มีประสิทธิภาพอย่างไม่ยากเย็น ดูได้ทั้งจากวิดีโอ ภาพถ่าย หรือเมื่อไหร่อยากไปก็ยินดี แต่ผมเชิญก็ไม่ค่อยมีใครไปนัก เคยมีคนในหน่วยราชการไปก็บอกว่าชื่นชมมาก ดีมาก อย่างนี้ต้องไปเสนอให้ผู้ใหญ่ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรม แล้วก็หายจ๋อย เพราะพอไปถึงข้างบนเขาก็ไม่เอาด้วย ไม่สนใจ จึงต้องอาศัยแนวร่วม”

การที่จะทำให้สิ่งที่เคยมีอยู่ในเมืองไทยแต่ถูกลืมเลือนหรือถูกผนึกไว้ในห้องเก็บของของสังคมนั้นกลับคืนมา จำเป็นจะต้องมีการผลักดันจากประชาชนและสังคมโดยที่ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องไม่เพิกเฉย

“เรื่องนี้ถ้านักการเมืองมีคุณภาพและข้อสำคัญคือมีธรรมะเมืองไทยเราจะกลับมารุ่งเรืองแน่นอนที่สุด แต่ถ้านักการเมือง ข้าราชการ มุ่งเฉพาะเรื่องของความละโมบเป็นที่ตั้ง ดังที่ผมสอนนั้นจะสอนว่า 1.เราโดนหลอกอยู่หลายเรื่อง เราถูกหลอกให้ฆ่า ไม่ว่าแทรคเตอร์ ชลประทาน ปุ๋ยเคมี ฯลฯ ฆ่าทั้งนั้น ฆ่าจนเป็นอาจิณกรรม เราโดนหลอกให้ฆ่า 2.เราโดนหลอกให้อหังการว่าเรานี้เหนือกว่าธรรมชาติ แล้วดูสิว่าธรรมชาติเล่นงานเราตอนนี้เราทำอะไรกับธรรมชาติได้ และนับวันธรรมชาติก็ยิ่งจะเล่นงานเราหนักเข้าไปอีกเพราะเราไปทำร้ายธรรมชาติ เราคิดว่าเราแน่กว่า 3.เขาสอนให้เราละโมบ ทุกคนต้องกอบโกย เอารวยให้เร็วๆ คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงท่านทรงเมตตาสอน ไม่ได้สนใจกันเท่าที่ควร สนใจว่าทำอย่างไรจะรวยเร็วๆ และ 4.สอนให้เรามักง่าย เอาง่ายเข้าว่า ทำให้มันรวยเร็วๆ อะไรที่มันง่ายเข้าว่า ไม่ต้องไปลงลึกหรอก 4 เรื่องนี้ทำลายประเทศชาติที่สุด

“สอนง่ายๆ เดี๋ยวนี้ชาวนาทำนาไม่เป็น ไปจ้างเขามาไถ จ้างเขามาหว่าน จ้างเขามาเกี่ยว เขาสอนเหมือนเป็นผู้จัดการ แล้วรวยจริงมั้ยชาวนาเรากระดูกสันหลังของประเทศ ตั้งแต่ผมเด็กมาจน 66 ปีมานี้เห็นเขาบอกว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังตั้งแต่ผมรู้ความจนถึงเดี๋ยวนี้ชักพูดกันไม่ออกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังผุพังสิ้นเชิงนะครับ ลูกหลานชาวนาเดี๋ยวนี้ไม่ยอมกลับไปทำงานแล้วเพราะเห็นตัวอย่างจากพ่อแม่ ไปดูได้เลยว่าตัวเลขเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา ปัจจุบันมีที่ดินตัวเองแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ครับ นอกนั้นเช่า เป็นหนี้ไม่มีปัญญาใช้ก็ 80 เปอร์เซ็นต์ สองแบบนี้ตัวเลขใกล้เคียงกันเลย โดนยึด(ที่ดิน)หมดแล้ว เพราะว่าเป็นผู้จัดการนา ทำนานไม่เป็นแล้ว ชี้นิ้วอย่างเดียว ถ้าฉีดยาก็เดี๋ยวนี้มีหน่วยรับจ้างตาย เขามีคนที่อยากได้เงินก็ไปรับจ้างฉีดยาฆ่าแมลง ชาวนาก็ไม่เอาเพราะว่ารู้ว่าฉีดแล้วก็ตายก็ไปจ้างคนอื่นมาฉีดยาฆ่าแมลง ตัวเองไม่ฉีดเพราะรู้ว่าฉีดแล้วก็ตายเร็ว แต่ไอ้ความมักง่ายไม่สนว่าใครจะกินช่างมัน เราทำแล้วขาย ไอ้คนขายไปขายให้ใครกินก็ช่าง ไม่ได้คำนึงถึงบาปกรรมเลย ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ไม่รับผิดชอบต่อผู้บริโภค นี้แหละความมักง่ายอย่างนี้น่ากลัวที่สุด

“ผมเป็นคนปากกล้า จะมาพูดหวานๆ ไม่ได้แล้ว เวลาผมเหลือน้อย ทุกคนก็เหลือเวลาน้อย เกษตรกรเหลือเวลาน้อยเต็มที ไม่รีบกลับตัวคุณก็ตาย แล้วลูกหลานเดี๋ยวนี้ใครอยากทำนาทำสวนบ้าง เพราะว่าที่รัฐสอนมา 50 ปีมันเจ๊งหมด มีฟื้นตัวพอลืมตาอ้าปากได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ ผมท้าทายพวกที่เรียนเกษตรมีสักกี่เปอร์เซ็นต์จบเกษตรไปทำเกษตรเชิงพาณิชย์อยู่รอดสักกี่คน มันพิสูจน์เห็นชัดๆ ว่าวิธีที่เราเรียนมาผิดอย่างสิ้นเชิง

“ส่วนหมอนี่นะป่วยสารพัดโรค จะเอาโรคอะไรก็ป่วยหมด คุณเอาตัวรอดไหม เป็นมะเร็งเอาตัวรอดรึเปล่า แล้วคุณจะไปรักษาอะไรเขา ศาสตร์อื่นเขาดีกว่านี้นะแต่ไปเอาเขาเข้าคุกหาว่าเขาเป็นหมอเถื่อน ดูถูกภูมิปัญญาโบราณต่างๆ หาว่าคร่ำครึ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ก็วิทยาศาสตร์มันหางอึ่งตามไม่ทันน่ะ มันยังไม่รู้ว่าอะไร โบราณเขาไม่ได้สอนว่าตั้งทฤษฎีเขาบอกว่าทำอย่างนี้แล้วมันดี แต่พอบอกว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์ บางทีก็บอกว่าเป็นไสยศาสตร์ ก็วิทยาศาสตร์มันหางอึ่งพัฒนามาแค่ 200 ปี จะมาสู้ศาสตร์ที่เขามีมาเป็นพันปีได้อย่างไร มันมาคนละทิศทางกัน จะอธิบายให้สอดคล้องอย่างไร เหมือนการฝังเข็มที่เคยดูถูกเขา เดี๋ยวนี้ศิริราชก็มีสอนฝังเข็ม แต่ก็ไม่มีทางทำได้ดีเท่าเขาเพราะว่าเรียนคนละแนว ไม่เข้าใจหรอก เมื่อเขาบอกว่าเส้นลมปราณแค่นั้นแค่นี้แต่พวกผ่าศพมาบอกไม่เคยเห็นเส้นลมปราณเลยสักเส้น ก็จะไปเห็นได้อย่างไรมันเป็นของละเอียด คุณเรียนของหยาบแล้วจะไปคุยเรื่องของละเอียดได้อย่างไร…มันมีตำราให้ข้อมูลมากมายแต่เมืองไทยยังมะงุมมะงาหราอยู่นั่น ฉันเรียนมาอย่างนี้ดีที่สุด เมื่อเรียนมาอย่างนี้มีอะไรก็ต้องผ่าตัด ฉายแสง คีโม”

ปิดท้ายด้วยข้อเสนอที่หลายคนซึ่ง ‘ติดกับดัก’ อยู่ในเมืองฟ้าอมรอาจลืมคิดถึง แต่นั่นคือสิ่งที่พึงทำแม้ไม่อาจทำได้ถาวรแต่ก็ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอนั่นคือพยายามอยู่กับธรรมชาติและลดความเห็นแก่ตัวลงให้มาก

“ถ้าคนรักชีวิตสุขกายสุขใจมันต้องออกไปอยู่บ้านนอกให้มากที่สุด แล้ววิถีชีวิตเมื่อเรากลับไปอยู่กับธรรมชาติเราอย่าไปอวดเก่งอหังการต่อธรรมชาติสิครับ ให้ความเคารพธรรมชาติ ดูแลเขาด้วย เขามีพระคุณกับเรามากมายเราต้องดูแลเขาไม่ใช่เห็นแก่ตัวจะทำอย่างไรก็ได้ สิ่งแวดล้อมจะเสียหายเป็นเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของเราบอกได้เลยว่ามันหนีไม่พ้น ตัวเองก็ต้องโดน ประเทศชาติล่มจม เดี๋ยวเราจะอยู่ไม่ได้นะครับ

“ที่ผมออกมาแรงก็เพราะผมคิดว่าถ้าช้าเมืองไทยเราแทนที่จะรุ่งเรืองมากก็จะวิกฤตแทน มันเป็นวิกฤตก็จริงนะ แต่ถ้าเราพลิกได้เร็วมันจะเป็นโอกาสทองเพราะว่าเมืองไทยเราได้เปรียบเขามาก ถ้าเราไม่พลิกก็จบกัน”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>